
ในหลวง ร. 9 ทรงเป็นแบบอย่างของผู้ให้ที่ประเสริฐที่สุด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งเสมอ
วันที่ 30 มี.ค.2560 การพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิ
พลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นวันที่ 68 หลังเสร็จสิ้นพิธีหลวง หรือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายพระบรมศพ การนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐ วิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ เวลา 10.00 น., 14.30 น., 17.00 น. และเวลา 19.00 น. รอบละ 11 คณะ คณะละ 50 คน หมุนเวียนจนกว่าจะครบจำนวนเจ้าภาพตามที่แสดงความจำนง
เวลา 10.00 น. คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสมาพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ ในการนี้ พระสงฆ์ที่สวดพระพุทธมนต์ รับถวายภัตตาหารเพล สดัปกรณ์
บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบรมศพ โดยมี สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประกอบด้วย กรุงเทพฯ กาฬสินธุ์ อุดรธานี อุบลราชธานี สมุทรปราการ มหาสารคาม และขอนแก่น รวม 8 คณะ, สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร, บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทในเครือ เค กรุ๊ป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศล
ทั้งนี้ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เผยความรู้สึกว่า ปลื้มปิติมาก ที่มีโอกาสได้มาร่วมแสดงความจงรักภักดีถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล เป็นครั้งสุดท้าย ส่วนเรื่องของการทำงานทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนขององค์กรทั้ง 22 แห่งทั่วประเทศ เราวางเป้าหมายสำหรับสมาชิกเอาไว้ว่า ต้องเจริญรอยตามการทรงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นหลักในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะทรงเน้นด้านใด เช่น ด้านการศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ สมาชิกองค์กรจะพยายามเดินรอยตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านที่ทรงวางไว้ และแน่นอนที่สุดสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอองค์กรของเราอยู่ในพระราชินูปถัมภ์ จึงต้องถวายความจงรักภักดีต่อพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งรัชกาลที่ 9 ทรงได้รับการยกย่องในเรื่องว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่มีความกตัญญูอย่างสูง อันนี้เป็นอีกด้านหนึ่งที่สมาพันธ์ฯ พยายามเน้นอีกด้านหนึ่ง เมื่อทุกคนมีความพร้อมในตัวเองอยู่แล้ว เราก็ต้องมีความกตัญญูต่อแผ่นดิน ที่ทำให้เราเจริญเติบโตและมีความสุขในแผ่นดินมาโดยตลอด โดยเฉพาะในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ซึ่งเราเกิดมาก็เห็นพระองค์ท่าน และดีใจที่ได้อยู่จนมีโอกาสได้ส่งเสด็จฯ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจ เพราะอยากให้พระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญ เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวไทยไปตราบนานเท่านาน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้เราจะต้องดำเนินรอยตามพระองค์ท่านตลอดไป ที่ขาดไม่ได้คือต้องส่งต่อให้รุ่นต่อๆ ไป แม้ว่ารุ่นหลาน รุ่นลูก หรือเครือข่าย อันนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน
"สำหรับตัวเองสิ่งที่เน้นย้ำในการเจริญรอยตามพระองค์ท่านนั้น สำหรับการดำเนินวิชาชีพ ตัวเองเน้นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต มีความโปร่งใส
จริยธรรม ประพฤติตนเป็นคนดี เป็นแบบอย่างให้สังคม ทั้งนี้ในส่วนของชีวิตส่วนตัวเองนั้น เวลาจะทำอะไรจะนึกถึงความเสียสละของพระองค์ท่าน ทรงคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันการทำอะไรต้องทำอย่างต่อเนื่อง มันถึงจะเกิดผลสำเร็จ นี่คือแบบอย่างที่ได้รับจากพระองค์ท่าน ตลอด 70 ปี พระองค์ท่านไม่เคยทิ้ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองตลอดเวลา ว่าบางครั้งก็นึกอยากสบายอยากหยุดบ้าง แต่พอเห็นพระองค์แล้วก็ต้องเด้งตัวเองขึ้นมาใหม่ ตรงนี้ถือเป็นกำลังใจที่สำคัญทำให้เรายังยืนหยัดอยู่มาถึงวันนี้ ซึ่งพระองค์ไม่มีความจำเป็นต้องทรงเหนื่อยยากขนาดนี้ แล้วเราเป็นใคร เราไม่ควรจะเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียว ตราบใดที่เรายังสามารถเป็นผู้ให้ได้ อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของผู้ให้ที่ประเสริฐที่สุด" คุณหญิงณัฐิกา กล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความปลาบปลื้ม



