
รายงาน-จับสัญญาณ"สมานฉันท์"
ระเบิดขึ้นอีกระลอก กับชนวนความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ !!!
หลังจากสามเสือค่ายสะตอ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกน ด้านความมั่นคง และ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องบาดหมางใจกัน
อันเนื่องมาจากความเห็นไม่สอดคล้องในแนวทางการแต่งตั้ง ผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้
จนทำให้ความขัดแย้งบานปลายรุนแรงไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะขั้วอำนาจใหม่ "ภูมิใจไทย-สีเขียว-สีน้ำเงิน" ที่หนุนหลังรัฐบาล
เพราะนาทีนี้ความขัดแย้งได้บาดลึกจนยากที่จะเยียวยา เพราะต่างฝ่ายต่างงัดเกมออกมาไล่บี้ เพื่อให้ได้เป้าประสงค์ตามที่ต้องการ
ความไม่ลงรอยปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเพราะ "สุเทพ" กับ "นิพนธ์" ซึ่งเป็นตัวเดินเกมในการเจรจากลุ่มการเมืองต่างๆ ให้เปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล หวังผลสูงเรื่อง "เสถียรภาพทางการเมือง" และยึดอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะที่ "อภิสิทธิ์" ก็ต้องการ "รักษาความเป็นผู้นำ" ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ หลังจากถูกคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) หักหน้ากลางที่ประชุมในการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ ขึ้นเป็น ผบ.ตร.
แต่ดูเหมือนว่า "สุเทพ" กับ "นิพนธ์" จะเทน้ำหนักไปที่ขั้วอำนาจใหม่มากกว่า ในฐานะที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลเหนือรัฐบาลในยามนี้ และประกาศหนุนหลัง พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ศึกในพรรคประชาธิปัตย์ระเบิดขึ้น !!!
เพราะค่ายสะตอมีจุดยืนอย่างชัดเจนในการหนุนหลัง "พล.ต.อ.ปทีป" ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรค ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งเป็นนายตำรวจที่พรรคสามารถไว้วางใจได้มากที่สุด
ดังนั้นเมื่อผู้จัดการรัฐบาลอย่าง "สุเทพ" กับ เพื่อนซี้ "นิพนธ์" เดินเกมเพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล โดยไม่สนใจจุดยืนของพรรค จึงมีพลังต่อต้านเกิดขึ้น
และพลังที่ว่านี้ย่อมไม่ธรรมดา เพราะเป็นการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มผลัดใบและทศวรรษใหม่ ภายใต้การนำของ ชวน หลีกภัย ส.ส.สัดส่วนและประธานสภาที่ปรึกษาพรรค กับ บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค
นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อทั้ง "ชวน" และ "บัญญัติ" ออกมาผนึกกำลังกันเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอำนาจอื่นที่จะต้านทานได้
และเมื่อทั้งคู่ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุน "อภิสิทธิ์" ดัน "พล.ต.ปทีป" ขึ้นสู่ยอดเสา จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ "หนุ่มมาร์ค" กล้าหัก "สุเทพ" กับ "นิพนธ์"
เพราะได้รับแรงหนุนจากผู้อาวุโสและสมาชิกพรรค ท่ามกลางการต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างอ้าง "เงื่อนไขพิเศษ"
ขณะเดียวกันภายในพรรคเองก็ยังมีกลุ่มก้อนการเมืองที่เตรียมผนึกกำลังต่อต้านการเคลื่อนไหวของ "สุเทพ" และ "นิพนธ์" ด้วยไม่พอใจในบทบาทของทั้งคู่
ไม่ว่าจะเป็นสายอดีตบ้านสนามบินน้ำ ในขั้วที่ใกล้ชิดกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา สายใกล้ชิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงสายกทม.และกลุ่มภาคกลาง
นั่นเพราะเงื่อนไขการเจรจาทุกครั้งของ "สุเทพ" กับ "นิพนธ์" ทำให้ประชาธิปัตย์เสียจุดยืน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสถาบันทางการเมืองของพรรคที่มีอายุยาวนาน
ที่สำคัญผลประโยชน์ต่างตกอยู่ในมือของ "สุเทพ" กับ "นิพนธ์" เท่านั้น ขณะที่ผลประโยชน์ที่เกิดกับพรรคเป็นได้เพียงแค่ "เศษเนื้อข้างเขียง"
รอยร้าวที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์นี่เอง จึงกลายเป็นจุดอ่อนให้ภูมิใจไทยขี่คอขย่มเพื่อช่วงชิงเกมต่อรองอำนาจและผลประโยชน์
จึงเป็นที่มาของข่าวปล่อย "นิพนธ์" เตรียมถอดใจไขก๊อกจากการเป็นกุนซือของ "อภิสิทธิ์" เพื่อจงใจบีบ "หนุ่มมาร์ค" ให้เดินตามเส้นที่ "สุเทพ" กับ "นิพนธ์" ขีดไว้
เมื่อ "หนุ่มมาร์ค" ยังยืนยันเสนอชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป" เข้าสู่ที่ประชุม ก.ต.ช.อีกครั้ง จึงทำให้ทั้งคู่หัวเสียไปบ้างเพราะกลัวเสียแนวร่วมหลักอย่างภูมิใจไทย ที่ประกาศขู่ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตลอดเวลา
และนับวันข้อเรียกร้องของภูมิใจไทยก็ยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดมีกระแสข่าวการจัดโผผู้ว่าราชการจังหวัด แลกกับเก้าอี้ ผบ.ตร.
นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้ "สุเทพ" ต้องปรับแนวรุกใหม่เพื่อสมานรอยร้าวภายในพรรค หลังจากถูกตราหน้าว่ายอมอ่อนข้อให้ภูมิใจไทยมากเกินไป รวมถึงเตรียมหาแนวร่วมใหม่หากภูมิใจไทยเปลี่ยนใจ
จึงเป็นที่มาของสูตรการเมืองใหม่ "1+2" ประชาธิปัตย์ จับมือเพื่อไทย ตั้งรัฐบาล เพื่อดับซ่าภูมิใจไทย หวังเขี่ยพ้นพรรคร่วม
เพราะนาทีนี้อย่าลืมว่านอกจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจ ภูมิใจไทย โดยการนำของ เนวิน ชิดชอบ แล้วพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองก็ยังไม่ปลื้มกับการนำของ "เนวิน" ด้วย เพราะหยิบชิ้นปลามันไปกินเพียงคนเดียว
แถมออกมาเล่นเกม "ชิงมวลชน" ด้วยการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้กลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อหาแนวร่วมทั้งสองสี หลังสถาปนาขั้วอำนาจใหม่ขึ้น
ว่ากันว่าสูตร "1+2" นี้ถึงหู ทักษิณ ชินวัตร เรียบร้อยแล้ว แต่ยื่นข้อเสนอว่านายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ใช่คนชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
และพร้อมที่จะเจรจากับ "สุเทพ" ตลอดเวลาเพื่อเคลียร์ทางให้ "ทักษิณ" กลับบ้านเกิด
ขณะเดียวกันก็เตรียมต่อสายถึงแก๊ง "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์-สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ให้ตัดขาดจากกลุ่มเนวิน
สอดรับกับการเปิดปากของ "สุเทพ" ล่าสุดว่า...
"...จนถึงขณะนี้ยังคิดว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากคุยกับผม ก็พร้อมจะคุย เพราะต้องการหาลู่ทางสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ได้ และขอย้ำว่ายังเปิดใจอยู่ตลอดเวลา"
เงื่อนไขทั้งหมดนี้จะเรียกว่า "วิน-วิน" ทุกฝ่ายก็ว่าได้ เพราะอาจช่วยในเรื่องความสมานฉันท์ได้ระดับหนึ่ง
เหลือรอเพียงคำตอบสุดท้ายจากผู้ชายที่ชื่อ ชวน หลีกภัย ว่าจะรับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ...
โต๊ะข่าวการเมือง



