
"ลุงตู่"ขอสาวไทยอย่าแต่งเปิ๊ดสะก๊าด
นายกฯเล็งรวบคำสั่งม.44 เรื่องศึกษา-อำนวยความสะดวกทางธุรกิจลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ขอสาวไทยอย่าแต่งกายเปิ๊ดสะก๊าด มั่นใจนักท่องเที่ยวเข้าใจไทยอยู่ในเวลาสำคัญ
28 มี.ค. -- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคสช.ว่า ไม่ได้หารือถึงมาตรการใดเป็นพิเศษ เป็นการหารือในหลักการโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาซึ่งที่ผ่านมาออกมาตรา 44 มาหลายฉบับจึงคิดว่าจะรวมเป็นฉบับเดียวกัน และยกเลิกฉบับเก่าที่มีหลายคำสั่งเกินไปอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ เราจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพราะเราได้เสนอกฎหมายเข้าไปในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งใช้เวลานานพอสมควรจึงเกรงว่าจะออกมาช้าเกินไป รวมถึงต้องประเมินในเรื่องระยะเวลาด้วย การประเมินไม่ใช่ว่าจะไปออกกฎหมายหลอกเขา ยืนยันว่าที่ผ่านมาเราดำเนินการกฎหมายมาตลอด ทั้งเรื่องการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ 10 ขั้นตอนตั้งแต่การจดทะเบียน การร้องขอเรื่องสาธารณูปโภค น้ำประปา โทรศัพท์ หรือขั้นตอนการรอเอกสารซึ่งเราลดขั้นตอนลงมาให้ใช้ระยะเวลาสั้นลง เพียงแต่ว่าเมื่อเขารอดูเรื่องกฎหมายเราจะมีให้เขาดูหรือไม่ เราก็ได้ชี้แจงไปว่ายังอยู่ในวาระพิจารณาในสภา แต่คำสั่งมาตรา 44 ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายที่เสนอไป แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ออกมาบังคับใช้
“บิ๊กตู่”ขอสาวไทยอย่าแต่งกายเปิ๊ดสะก๊าด อย่าสาดน้ำเป็นถัง ๆ มั่นใจนักท่องเที่ยวเข้าใจไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ เตือนสติทำอะไรต้องคิดถึงประเทศชาติ ลั่นใครอยากตายไม่ต้องทำตามรัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีแนวปฏิบัติในการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ว่า ขอว่าอยากทำอะไรที่ผิดกฎหมาย เพราะตามธรรมเนียมประเพณีสงกรานต์เมื่อก่อนเป็นประเพณีไทยๆ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมาเต้นระบำกัน แต่งตัวเปิ๊ดสะก๊าด หรือเอาน้ำมาสาดกันเป็นถัง ๆ สมัยนี้ประเพณีไทยก็เพี้ยนไปคือสนุกสนานจนเกินเหตุ จะทำอะไรก็ขอว่าอย่าให้ผิดกฎหมาย อย่าทำให้คนเดือดร้อนเพราะน้ำตอนนี้ก็น้อยลง
“สิ่งสำคัญคือเรายังอยู่ในห้วงสำคัญไม่ใช่หรือ ปี 2559 เราก็ทำมาได้ ปีนี้ก็เชื่อว่านักท่องเที่ยวก็เข้าใจเพราะเขาต้องการมาดูประเพณีที่งดงาม เขามากันอยู่แล้วขอว่าอย่ากังวล เราจะมีการประชาสัมพันธ์อีกครั้ง อย่าไปสงสัยในเรื่องที่ไม่ควรสงสัย บางครั้งเราควรใช้วิจารณญาณบ้าง ต้องเอากฎหมายมาดูว่าควรจะทำอย่างไร ไม่ใช่มุ่งเน้นเอาผลประโยชน์อย่างเดียวแล้วทำประเทศชาติเสียหาย เช่น พูดอะไรผ่านสื่อก็ทำให้เกิดความขัดแย้งกันไปหมด” นายกฯกล่าว
ขออย่ากังวลเรื่องการจราจร เอาอย่างนี้ดีกว่าใครอยากตายก็ไม่ต้องทำ เพราะรัฐบาลทำเต็มที่แล้ว ห้ามกันทุกอย่างเหลือแค่ห้ามหายใจ ทุกคนมาบอกว่าทำไมตายเยอะรัฐบาลต้องรับผิดชอบ แล้วหากใช้มาตรา 44 แล้วยังตายเยอะอีกรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบอะไรอีก มันช่างถามนะแบบนี้ ผมพยายามทำทุกอย่างแล้ว มาตรา 44 ก็ออกมาแล้ว หมดแล้วไม่มีมาตราไหนอีก ก็ไหว้พระสวดมนต์เอาแล้วกันเพราะมันก็เพื่อรักษาชีวิตท่านเองนั่นแหละ ตนเพียงแต่ว่าออกมาเตือนท่านเสียหน่อย กฎหมายมีอยู่แล้ว การรัดเข็มขัด การบรรทุกคนมันมีอยู่แล้ว ท่านก็มาบอกว่ากฎหมายนี้ท่านไม่รู้ บอกว่าไม่รู้กฎหมายตลอด ผมก็เอามารวมแล้วออกเป็นมาตรา 44 เดี๋ยววันหน้าทุกอย่างเข้าระบบก็ยกเลิกมาตรา 44 กฎหมายก็เป็นแบบเดิม เราไม่ชอบมองอะไรที่เป็นภาพใหญ่ เราดูแค่เสี้ยว ดูหนังก็ดูแปบเดียว หนังกว่าจะสร้างมาตั้งนานก็ดูแปบเดียวแค่ 2 ชั่วโมงยังเบื่อก็เพราะสร้างมาไม่สนุกกัน
“วันนี้รัฐบาลก็ไม่ได้สนุกเท่าไรเพราะรัฐบาลต้องใช้กฎหมายก็ไม่มีใครชอบ แต่ถ้าเราไม่ใช้กฎหมายวันนี้ วันหน้าจะอยู่กันไม่ได้และหนักกว่าเดิมอีก ตนไม่ได้คึกคะนองในการใช้กฎหมายแต่ละฉบับ ผมไม่อยากใช้เพราะมันเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐและประชาชนก็ขัดแย้งกับตำรวจ ตำรวจก็คงไม่อยากจะจับ ทหารก็คงไม่อยากจะยิงใคร ถ้าทุกคนต่างลดลาทั้งทหารตำรวจก็ดูแลเยี่ยมเยือนทุกข์สุขปกป้องชายแดน ดูแลความมั่นคงภายใน เขามาทำให้ทุกอย่างเพราะเขาต้องการความสงบเรียบร้อย ที่ผ่านมาหากไม่ทำแบบนี้จะสงบหรือไม่ ทุกคนก็อยากจะปรองดอง แล้วรู้หรือไม่ปรองดองคืออะไร เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ มันต้องปรองดองด้วยใจเพื่อประเทศชาติ ผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน นี่คือคำว่าปรองดองมันถึงจะเกิดได้” นายกฯกล่าว
ขอเวลาจนท.ตรวจสอบหลักฐานก่อนเปิดภาพกล้องวงจรปิดวิสามัญนักกิจกรรมชาวลาหู่ ลั่นถ้าผิดต้องถูกลงโทษ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ กรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดภาพกล้องวงจรปิดการวิสามัญฆาตกรรมนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ว่า ในเรื่องการเปิดเผยภาพว่ามีภาพในกล้องวงจรปิด ตนคิดว่าอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายกฎหมายที่กำลังดำเนินการอยู่ ถือเป็นวัตถุพยานที่จะต้องไปหาข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งตัดสินอะไร และการนำมาเปิดเผยก่อนไม่น่าจะได้เพราะจะกระทบกับการพิจารณาคดี หากชัดเจนแล้วก็น่าจะเปิดเผยภาพได้ ตนคิดแบบนั้น ตนบอกแล้วว่าผิดก็ต้องลงโทษไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ต้องลงโทษ กฎหมายว่าอย่างไรก็ตามนั้น



