ข่าว

‘อียู’มุ่งสร้างสมานฉันท์ยุคไร้เงา‘อังกฤษ’

‘อียู’มุ่งสร้างสมานฉันท์ยุคไร้เงา‘อังกฤษ’

28 มี.ค. 2560

การประชุมสุดยอดอียู 27 ชาติ ปราศจากอังกฤษ ระบุยุโรปเป็นอนาคตร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 


               เมื่อ 60 ปีก่อน อังกฤษไม่ได้ร่วมการประชุมในกรุงโรมของอิตาลี สมัยที่เพื่อนบ้าน 6 ชาติที่หวาดกลัวสงครามร่วมกันก่อตั้งสหภาพยุโรป (อียู) และเมื่อวันเสาร์ (25 มี.ค.) ที่ผ่านมา อังกฤษก็ไม่เข้าร่วมประชุมอีกครั้ง เนื่องจากตัดสินใจออกจากอียูไปแล้ว
               การประชุมสุดยอดอียูที่เหลือ 27 ชาติ ยกเว้นอังกฤษ มีขึ้นที่หอดูดาวปาลาซโซ เด คอนแซร์วาตอรีในกรุงโรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการก่อตั้งอียู หลังจากคู่อริเก่าแก่อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี รวมถึงอิตาลี และกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรปตะวันตกที่เรียกว่า “เบเนลักซ์” ซึ่งประกอบด้วยเบลเยียม เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก ลงนามปฏิญญากรุงโรมอันเป็นจุดกำเนิดของการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี) เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2500 ก่อนจะพัฒนามาเป็นอียูในปัจจุบัน
               นายโดนัลด์ ทัสค์ ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวในที่ประชุมโดยเรียกร้องความเป็นผู้นำของประเทศสมาชิกเพื่อค้ำยันสถานะของกลุ่มอียูในช่วงที่ต้องเผชิญกับวิกฤติต่างๆ ทั้งเรื่องผู้อพยพ เศรษฐกิจหยุดชะงัก การก่อการร้าย และประชานิยม รวมถึงการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของอังกฤษ (เบร็กซิท)
               หลังจากนั้นผู้นำอียูทั้ง 27 ชาติได้ลงนามในปฏิญญาโรมที่ระบุว่า ยุโรปเป็นอนาคตร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมด้วยเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง
               อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าวกลับถูกลดความสำคัญลง เนื่องจากการถอนตัวของประเทศสมาชิกอย่างอังกฤษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เตรียมจะประกาศใช้มาตรา 50 ในสนธิสัญญาลิสบอนในวันพุธที่ 29 มี.ค.เพื่อเริ่มกระบวนการเบร็กซิทอย่างเป็นทางการ
               บรรดาประเทศเศรษฐกิจทุกชาติในกลุ่มอียูกำลังเติบโตขึ้นหลังจากผ่านพ้นภาวะตกต่ำที่สร้างความเสียหายต่ออียูมาตลอด10 ปีที่ผ่านมา และความโกลาหลเกี่ยวกับนโยบายพรมแดนล่าสุดที่ลดแรงเสียดทานลง เนื่องจากขณะนี้ปัญหาผู้ลี้ภัยอยู่ในการควบคุมของทางการแล้ว
               อย่างไรก็ดี กระบวนการเบร็กซิท ซึ่งน่าจะมีผลภายในเดือน มี.ค.2562 หากเป็นไปตามกรอบเวลา 2 ปี กลับบั่นทอนความเชื่อมั่นของอียูเกี่ยวกับความสำเร็จในการสร้างสันติภาพให้แข็งแกร่งขึ้นและความเจริญก้าวหน้าให้เติบโตขึ้นในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา และยังเป็นการสนับสนุนให้บรรดากลุ่มชาตินิยมที่ต่อต้านยุโรปออกมาท้าทายรัฐบาลประเทศต่างๆ มากขึ้น
               นอกจากนี้ การประชุมอียูรอบล่าสุดยังเป็นการขยายความบาดหมางเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างรัฐบาลสมาชิกกว่า 20 ประเทศ และบีบให้บรรดาคณะทำงานของผู้นำชาติสมาชิกต้องลดความสำคัญของการประกาศความเป็นหนึ่งเดียวกันเนื่องในวันเกิดครบรอบ 60 ปีของอียู
               เดิมนั้น อังกฤษเคยปฏิเสธสนธิสัญญากรุงโรม แต่เปลี่ยนใจใน 3 ปีต่อมา เพราะมีประเด็นตลาดร่วมยุโรป ก่อนจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี 2516 และสุดท้ายก็ได้ลงประชามติออกจากอียูเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร
               ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดเมื่อวันเสาร์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงให้การต้อนรับบรรดาผู้นำอียูในนครรัฐวาติกัน และตรัสว่า หน่วยงานและองค์กรต่างๆ เสี่ยงที่จะต้องปิดตัวลง หากขาดวิสัยทัศน์ และทรงเรียกร้องอียูให้มองอนาคตด้วยสายตาที่ยาวไกล
               “เมื่อองค์กรสูญเสียทิศทางในการก้าวเดินและมองไปข้างหน้าไม่ได้อีกต่อไป ก็จะต้องเผชิญกับภาวะถดถอย และในระยะยาวก็เสี่ยงที่จะล่มสลาย”
               นอกจากนั้น สมเด็จพระสันตะปาปายังทรงเตือนถึงความมั่นคงปลอดภัยจอมปลอมที่บรรดาผู้นำชาตินิยมให้คำมั่นสัญญา และทรงขอให้ทุกฝ่ายเร่งสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันให้มากขึ้น
               ขณะเดียวกัน การประชุมสุดยอดอียูครั้งล่าสุดมีขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีกรุงลอนดอนของอังกฤษเมื่อวันพุธ (22 มี.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งแม้กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่ก็ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกกลุ่มไอเอสหรือไม่
               นอกจากนี้ เหตุโจมตีกรุงลอนดอนยังเกิดขึ้นในวันครบรอบ 1 ปีเหตุวางระเบิดก่อการร้ายในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงภัยคุกคามร่วมกันที่ชาวยุโรปกำลังเผชิญและสร้างความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่องระหว่างอังกฤษกับอียู