
ความพอเพียงที่ในหลวงร. 9 ทรงสอนใช้ได้จริงทุกอย่าง
มาถึงเหนื่อยแต่พอได้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตปราสาทก็รู้สึกอิ่มเอมใจ
นางปราณี ตุ้นแก้ว อายุ 49 ปี อาชีพทำสวนยาง เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน อ.ควนขนุน จังหวัดพัทลุง เล่าว่านั่งรถทัวร์มากัน 44 คนตั้งแต่เมื่อวาน (วันที่ 26 มี.ค.) เวลา 14.00 น. มาถึงสนามหลวงเวลา 05.00 น. เพิ่งมาครั้งแรกตอนมาถึงรู้สึกเหนื่อยแต่พอได้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตปราสาท ก็รู้สึกตื่นเต้นอิ่มเอมใจ แม้จะยังไม่ได้กินอะไรเลย ถึงจะเจอกับฝนตกเปียกไปทั้งตัว แต่ก็ไม่เป็นไร เปียกได้ก็แห้งได้ ทั้งนี้ เจ้าตัวบอกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปที่จังหวัดพัทลุง ทว่าตัวเองไม่เคยมีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ แต่เคยรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
"ที่จังหวัดพัทลุงมีโครงการชลประทานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านของตัวเอง ทำให้ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวโดยตรง เอาน้ำมาเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว ทำนา ทำสวน ทำหมุนเวียนกันไปเอาน้ำมูลวัวมูลหมูไปรดน้ำต้นไม้รดน้ำหญ้า แล้วเอาหญ้าไปเลี้ยงวัวต่อไป ตามแบบที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนและทำให้เห็น ประกอบกับว่าตัวเองก็มีทุกอย่างอยู่แล้วค่อยๆ ปรับค่อยๆ แก้ตามที่พระองค์ทรงสอน ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยแต่เราอยู่ได้ ซึ่งตรงนี้มันตรงกับเครื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงสอนมากที่สุด ความพอเพียงนี้ใช้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นหากใครถามว่ารักในหลวง รัชกาลที่ 9 ตรงไหน บอกได้แค่ว่า รักทุกๆ สิ่งทุกๆ ส่วนของในหลวง ตั้งแต่เกิดมาก็รู้จักแล้วว่าพระองค์ท่านคือในหลวง คือพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดิน เห็นพระองค์ทรงทำหลายสิ่งให้ประชาชนคนไทยมาโดยตลอด" นางปราณีถึงความประทับใจของตัวเองที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9
นายศิริพงษ์ จันทร์ปาน อายุ 44 ปี หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเลี้ยงโค-กระบือ โคขุน ต.บ้านยาง อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ได้พาสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ และโคขุน จำนวน 40 คน เดินทางมาโดยรถบัสจำนวน 1 คัน มาสักการะพระบรมศพ ซึ่งได้เดินทางออกจากจังหวัดบ้านเกิดตอน 17.00 น. ของเมื่อวานนี้ และได้มาถึงท้องสนามหลวงตอน 07.00 น. และได้ขึ้นกราบสักการะพระบรมศพเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา โดยนายศิริพงษ์ กล่าวภายหลังที่สักการะพระบรมศพเสร็จแล้วว่า มาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ความรู้สึกก็เหมือนกับทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา คือเต็มไปด้วยความอบอุ่น ปลื้มใจ ได้ตั้งจิตอฐิษฐานขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ที่ผ่านมาในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอำเภอคีรีรัฐนิคม สมัยก่อนมีความแห้งแล้งกันดาร ทำการเกษตรไม่ได้ผลตามต้องการเกษตรกรเดือดร้อนแสนสาหัส ครั้นความทุกข์ยากนี้ทราบยังพระเนตรพระกรรณ์ พระองค์ได้เสด็จฯมาเยี่ยมเยือนประชาชนพร้อมพระราชทานแนวทางแก้ไขให้ประชาชนคลายความทุกข์ยาก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงวางรากฐานไว้ให้แก่ชาวคีรีรัฐ และได้กลายมาเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในการก่อตั้ง กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงเลี้ยงโค-กระบือ โคขุน ต.บ้านยาง ขึ้นมา อันเป็นการสร้างงานให้กับคนในหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายอย่างยั่งยืน
"พวกเราทุกคนในหมู่บ้านได้สานต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 เสมอมา ซึ่งเมื่อ2 ปีที่แล้วพวกเราเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ และโคขุน ได้ปรึกษาหาหรือกันว่าจะช่วยให้ชาวบ้านและเกษตรกรมมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร เราจึงตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคกระบือ และโคขุนขึ้นมา ซึ่งการดำเนินงานของเราจะเลี้ยงโคกระบือแบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ คือในกลุ่มจะทำการผสมพันธ์ุโคกระบือ และโคขุน จากนั้นก็จะนำลูกโคกระบือ โคขุน ไปให้กับสมาชิกได้เลี้ยงกันต่อไป และสุดท้ายคือการนำมูลของโคกระบือ และโคขุน ไปให้กับเกษตรกรรายอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิก และมีต้นทุนต่ำ นำไปทำปุ๋ย เพื่อการเกษตรต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสานต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 อย่างแท้จริง" เกษตรหนุ่มจากสุราษฎร์ กล่าว
นางเผียน ทองเนื้อแข็ง อายุ 74 ปี ชาว ต.กระแสสิน อ.กระแสสิน จ.สงขลา กล่าวว่า ตนและน้องสาว คือ นางผิน โขมพัฒน์ อายุ 70 ปี ลูกสาวและหลาน ๆโดยนั่งรถทัวร์มาจาก จ.สงขลา เมื่อเย็นวันที่ 23 มี.ค. และมาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันที่ 24 มี.ค.ก่อนที่ลูกสาวซึ่งเป็นครูอยู่ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัญสนิทวงศ์ กมท. เดินทางไปรับที่ขนส่งสายใต้ เพื่อพามาพักค้างที่บ้านก่อนพากันเดินทางมากราบพระบรมศพเช้าวันนี้
"อยากมากราบพระบรมศพในหลวง ร.9 นานแล้ว ยิ่งเห็นเพื่อนบ้านมากันเยอะๆก็ยิ่งอยากจะมาด้วย พวกเราและคนในหมู่บ้านรักในหลวง ร.9 มาก ติดตามข่าวพระองค์ท่านตลอดเห็นที่ไรก็น้ำตาไหลทุกครั้ง ที่ผ่านมาก็นำคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ด้วยการปลูกผักสวนครัวและขุดบ่อเสียงปลานิลไว้กินเอง ทำนา เลี้ยงวัว ไม่ทำอะไรเกินตัว" นางเผียน กล่าว



