
ปธ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยหนุนใช้พรบ.มั่นคง
ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หนุน ประกาศ พรบ.ความมั่นคง เชื่อเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมรัฐบาลจะยังประกาศใช้ พรบ ต่อไป ย้ำทุกฝ่ายยุตินำมวลชนออกมาเคลื่อนไหว ควรแก้ปัญหาในระบบรัฐสภา ขณะที่การท่องเที่ยวไทยที่ผ่านมาติดลบ17% รุนแรงที่สุดเท่าที่มีก
วันนี้(1 กย.52 ) ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการประกาศ พรบ.ความมั่นคงของรัฐบาลกับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว ว่า การประกาศ พรบ.ความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งการประกาศ พรบ.ความมั่นคงนั้น เป็นการประกาศเพื่อป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง และได้ผลมาแล้วในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจต่างประเทศ อาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต โดยหลังจากการประชุมในครั้งนั้นทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะที่ จ.ภูเก็ต มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จากการประกาศ พรบ.ความมั่นคง ของรัฐบาลที่ จ.ภูเก็ต เป็นตัวอย่างได้ดีว่าการประกาศ พรบ.นี้ สามารถสะท้อนภาพบวกการท่องเที่ยว ได้มากกว่าภาพลบ
ทั้งนี้การ ประกาศ พรบ. ความมั่นคงในเขตดุสิตของรับฐบาล สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงให้การสนับสนุนและเห็นด้วยกับการประกาศ พรบ.ความมั่นคง และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลลบต่อการท่องเที่ยว และยังเชื่อว่าหากกลุ่มคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมออกไปอีกรัฐบาลก็ยังจะคง ประกาศ ใช้ พรบ.ความมั่นคงต่อไป เพื่อควบคุมสถานการณ์ และจากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชื่อว่าหากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น การชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ และอยู่ในขอบเขตที่ถูกต้อง จะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งการชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการชุมนุมในเขตพื้นที่เฉพาะเท่านั้นไม่รุกลามไปยังพื้นที่อื่นหรือในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวได้พยายามหลบหลีกการเดินทางเข้ามาใกล้กับการชุมนุม โดยภาพรวมแล้วตราบใดที่มีการชุมนุมและไม่เกิดความรุนแรง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่น่าจะมีผลกระทบแต่อย่างใด
นายกงกฤช กล่าวอีกว่า ในส่วนสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง ซึ่งประเทศไทยปกครองในรูปแบบของรัฐสภาดังนั้นการแก้ไขปัญหาควรที่จะแก้ในระบบรัฐสภา ไม่ควรที่จะนำมวลชนออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งการชุมนุมอาจจะขยายผลไปสู่ความรุนแรง และจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง เช่นกัน ดังนั้นทุกฝ่ายควรยุติความขัดแย้ง และยุติการแสดงออกทางมวลชน เสียก่อน เพื่อให้มีการฟื้นฟูทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันทางด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้มีความเจริญเติบโตก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศฟิลิปินส์ ที่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่นเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวมากขึ้นแทนการเดินทางมายังประเทศไทย ฉะนั้นทุกฝ่ายควรที่จะร่วมกันสร้างทางการท่องเที่ยวของประเทศให้กับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังประเมินว่าน่าจะดีขึ้นเนื่องจากในครึ่งปีแรก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย มีนักท่องเที่ยวเติบโต ติดลบ ประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นอัตราการติดลบที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมาเนื่องจากสาเหตุการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและเหตุจลาจลในการประชุมอาเซียนซัมมิคที่ผ่านมา แต่จากการติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง2552 มีการฟื้นตัวดีขึ้น อัตราการติดลบของนักท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสที่3ของปีมีแนวโน้มการติดลบน้อยลงจากเดิมที่คาดกันไว้ว่าน่าจะติดลบประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะติดลบเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปี2552น่าจะเป็นบวกได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2551 สาเหตุหลักน่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มดีขึ้น การเมืองไทยสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและรัฐบาลน่าจะควบคุมได้ รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด2009 ที่อยู่ในการควบคุม เชื่อได้ว่าในไตรมาสที่4จะเห็นภาพการฟื้นตัว ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ในการเห็นตัวเลขในปี2552 เป็นบวกนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างเต็มที่เนื่องจากฐานปี2551ที่ผ่านมาถือว่าเป็นฐานที่ต่ำ อย่างไรก็ตามสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเชื่อว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะยังไม่ฟื้นตัวสู่ภาวะปกติในปี 2552 นี้ แต่คาดว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ในปี2553 นายกงกฤช กล่าว



