
นักกฎหมายหวังปฏิรูปกระบวนยธ.แก้วิกฤติชาติ
นักกฎหมายได้แต่หวังให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสำเร็จเพื่อแก้วิกฤติชาติ ขจัดคนไม่ดีออกจากสังคม ด้าน อดีตอัยการสูงสุดแนะแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมต้องการความร่วมมือสูง แต่หลายหน่วยงานเป็นอิสระจ้องทะเลาะกันเอง
(1ก.ย.) นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 7 ว่า ประเทศญี่ปุ่นเริ่มกระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เมื่อพ.ศ. 2544 ปัจจุบันญี่ปุ่นได้ประกาศปฏิรูปครั้งใหญ่ เริ่มตั้งแต่การศึกษานิติศาสตร์ซึ่งกำหนดให้เป็นหลักสูตรยาว โครงการเพิ่มจำนวนนักกฎหมายจาก 20,000 คนให้เป็น 50,000 คน การให้ประชาชนเป็นคณะลูกขุนร่วมพิจารณาคดีกับผู้พิพากษา ขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มกระบวนการปฏิรูปกฎหมายมานาน แต่ขาดการผลักดันอย่างเอาจริงเอาจัง แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดรัฐบาลส่งเสริมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่เห็นผล จึงคาดหวังว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะทำได้จริง เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญมากที่สุด เพราะวิกฤตในชาติเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จนเกิดปัญหาอื่นตามมามากมาย
ด้านนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ประเทศที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่เข้มแข็งก็อย่าหวังว่าจะพัฒนาประชาธิปไตย คนญี่ปุ่น เกาหลี หรือสหรัฐอเมริกา อยู่อย่างไร้เกียรติไม่ได้ คนของเขาหน้าบาง ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพราะมีระบบกฎหมายที่จะขจัดคนไม่ดีออกจากสังคมได้ สำหรับประเทศไทยอย่างหนาตราช้าง กระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหาทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการ และการคุ้มครองสิทธิ เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการที่ไม่มีประสิทธิ ภาพและมีราคาแพงที่สุดในโลก แม้แต่เรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวก็ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทำให้จำเลยหลายคดีที่ใช้เงินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหลบหนี ไม่สามารถนำตัวมาฟังคำพิพากษาได้
นายคณิต กล่าวอีกว่า ศาลควรมีบทบาทในการบริหารยุติธรรม เพื่อลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล โดยเน้นที่ศาลชั้นต้นให้ตรวจสอบก่อนรับฟ้องจะส่งผลต่อการลดปริมาณคดี ศาลไม่ควรประทับรับฟ้องคดีง่ายเกินไป ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ต้องเป็นศาลที่พิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเท่านั้น นอกจากนี้อยากเสนอให้ไต่สวนอัยการในกรณีที่ศาลยกฟ้องคดีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในต่างประเทศคดีที่อัยการยื่นฟ้องจำเลยจะถูกตัดสินลงโทษกว่าร้อยละ 96 ขณะที่ประเทศไทยทำกันแบบคร่าวๆ หากผู้ต้องหาปฏิเสธคดีก็ 50-50 ทั้งนี้การแก้ไขกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้พิพากษา อัยการ และตำรวจ หรือจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันปรามการการทุจริต ซึ่งแต่ละหน่วยงานเป็นอิสระและมักจะทะเลาะกันเอง ทั้งนี้งานยุติธรรมต้องการความร่วมมือสูง และต้องใช้งบประมาณน้อยที่สุด



