
ดันกองทุนออมแรงงานนอกระบบ60มีบำนาญ
แรงงานนอกระบบเตรียมเฮ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติใกล้คลอด คลังเตรียมเดินสาย 4 ภาคประชาพิจารณ์คาดเสร็จในปีนี้ ตีกรอบสมาชิกต้องไม่สังกัดกองทุนอื่น เผยรัฐจ่ายสมทบตั้งแต่อายุ 20 ปีถึง 60 ปี รับบำนาญเดือนละ 1,710 บาท บวกเบี้ยยังชีพ 500 บาท ด้าน ครส.ไฟเขียวขึ
ร่าง พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติเริ่มใกล้ความจริง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ได้จัดประชุมเวทีนโยบายสาธารณะ "ระบบบำนาญแห่งชาติถ้วนหน้า" โดยมีภาคประชาชน กระทรวงการคลัง และนักวิชาการ เข้าร่วมประชุม เพื่อเสนอความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติ ของกระทรวงการคลัง โดย น.ส.กรรณิการ์ เอกเผ่าพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการออม การลงทุน และพัฒนาตลาดทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า เตรียมนำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจัดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นประชาชนใน 4 ภาค ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมปีนี้ ก่อนจะเสนอให้ ครม.พิจารณา และส่งร่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบก่อนเสนอรัฐสภา คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปีนี้
"ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติเสร็จแล้ว ในส่วนของสมาชิกจะระบุให้ต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี และต้องไม่เป็นสมาชิกกองทุนอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งรัฐจะเป็นผู้จ่ายสมทบให้ผู้เป็นสมาชิกที่มีอายุตั้งแต่ 20-60 ปี รัฐจ่ายสมทบ 50-100 บาท" น.ส.กรรณิการ์ กล่าวและว่า ส่วนการคืนสิทธิ์จะคืนเมื่อผู้ออมมีอายุครบ 60 ปี โดยจะได้เงินบำนาญเดือนละ 1,710 บาท เมื่อรวมกับเบี้ยยังชีพอีก 500 บาท จะทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้ เหนือเส้นความยากจน ที่กำหนดเอาไว้ 1,400 บาทต่อเดือน
ด้าน ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า ควรจะรวมกองทุนออมแห่งชาติ และกองทุนประกันสังคมเข้าด้วยกันแบบบูรณาการ เพื่อให้มีกติการ่วมกัน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่สิ่งที่ข้าราชการหวงแหน คือ กฎหมายที่ตัวเองดูแลอยู่ ดังนั้นระบบที่ควรจะเป็นต้องไม่มีรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการผู้เดียว ต้องมีรัฐมนตรีมากกว่าหนึ่งกระทรวง ต้องมั่นใจว่า 3 กระทรวง จูงมือกันทำงาน ไม่ใช่ตั้งป้อมยกกำปั้นขึ้นมา หากมีระบบที่สามารถทำให้ทำงานร่วมกันได้จะเป็นผลดีมากขึ้น
สอดคล้องกับความเห็นของนางสุจิน รุ่งสว่าง ผู้แทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ไม่ได้ค้านกับระบบกระทรวงการคลัง แต่แรงงานนอกระบบมีหลายแบบ กระทรวงแรงงานมีกองทุนเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข จากกองทุนประกันสังคม และได้สิทธิ์เมื่อแก่ชรา แต่แรงงานนอกระบบที่คุ้มครองประกันสังคมไม่มีสิทธิ์ดังกล่าว เห็นว่า ควรรวมกองทุนออมแห่งชาติกับกองทุนประกันสังคมจะได้สะดวกต่อประชาชน ไม่สร้างความสับสน
ด้านพระสุบิน ปณีโต เครือข่ายสัจจะสะสมทรัพย์ จ.ตราด กล่าวว่า การออมของกระทรวงการคลังควรจะเดินไปกับชุมชนได้ แต่ต้องส่งเสริมลงระดับราก เข้าไปยังชุมชนให้ได้ เพราะพูดเรื่องเงินมากเกินไป แต่ต้องสร้างสังคมที่อบอุ่น ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว บูรณาการเงิน คน และวัฒนธรรม เพราะคนสูงอายุต้องการความอบอุ่นและคนดูแล ซึ่งระบบชุมชนจะช่วยได้มากขึ้น
ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา คณะเศรษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า การสร้างหลักประกันด้านรายได้ในยามชรา ที่แตกต่างกันหลายข้อเสนอ โดยข้อเสนอของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มสผส.) เสนอระบบบำนาญแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ที่ครอบคลุมประชากรทุกคน ทั้งแรงงานในระบบ (ยกเว้นข้าราชการ) และประชาชนกลุ่มที่เหลือทุกคน โดยมีการจัดตั้งระบบบำนาญแห่งชาติ เพื่อเป็นหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ประชาชนไทยเมื่อยามชราภาพอย่างถ้วนหน้า เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมของภาคประชาชน และเพื่อจัดสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมการออมของประชาชน
"การจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติตามข้อเสนอนี้ จะควบรวมกับระบบเบี้ยยังชีพเดิม เพื่อความเป็นเอกภาพของระบบบำนาญของชาติ โดยที่ประชาชนทุกคนที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือข้าราชการบำนาญเข้าเป็นสมาชิกกองทุน ประชากรวัย 60 ปีขึ้นไป ณ ปีที่จัดตั้งกองทุน รับบำนาญ 500 บาทต่อเดือน โดยไม่ต้องออม" ดร.วรเวศน์ กล่าว
ดร.วรเวศน์ กล่าวว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติควรจะผนวกระบบเบี้ยยังชีพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วย การเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ตามสภาวะทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินสะสมของสมาชิก เงินสมทบของรัฐบาล สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งเบี้ยยังชีพ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ หากไม่ผนวกระบบเบี้ยยังชีพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ การเปลี่ยนแปลง หรือการปฏิรูประบบบำนาญในอนาคตมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่มีเอกภาพและไร้ทิศทาง เพื่อความมั่นคงและอุ่นใจตลอดชีวิตของประชาชน จึงควรผนวกรวมเข้ามากับกองทุนการออม
ขณะที่การประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม มีมติให้ปรับขึ้นค่าครองชีพชั่วคราวแก่รัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง โดยนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ที่ขอปรับขึ้นค่าครองชีพชั่วคราว ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทร.) โดยที่ประชุมให้ปรับเพิ่มค่าครองชีพให้แก่พนักงานที่มีอัตราเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ให้ได้รับอัตราเงินค่าครองชีพเดือนละ 2,000 บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ให้ใช้เงินจากงบประมาณรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ตามมาตรา 13 (2) ของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งการเพิ่มเงินค่าครองชีพของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง จะต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 782 ล้านบาท โดยมี กฟผ.เป็นหน่วยงานที่มีจำนวนคนได้รับค่าครองชีพมากที่สุด
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครส.ยังมีมติเห็นชอบให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 57 แห่งที่เหลือ พิจารณาการขอเพิ่มเงินค่าครองชีพตามที่คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งเห็นชอบด้วย โดยให้เสนอเข้าที่ประชม ครส.อนุมัติต่อไป โดยพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 57 แห่ง มีประมาณเกือบ 6 หมื่นคน หรือคิดเป็นงบประมาณที่ต้องใช้ทั้งสิ้น 1.3 หมื่นล้านบาท
“ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับเพิ่มค่าครองชีพให้รัฐวิสาหกิจทั้งหมด แต่แนวทางการปฏิบัติในเรื่องสูตรการจ่ายเงินนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป โดยยังแบ่งเป็น 2 สูตร คือ จ่าย 1,500 บวกอีก 500 ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.เดิม หรืออีกสูตรคือจ่าย 1,500 บาทบวกทีเดียวอีก 2,000 บาท รวมเป็น 3,500 เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาที่จะส่งให้ให้เลขาธิการ ครม.ตัดสินใจอีกครั้ง” นายไพฑูรย์ กล่าว



