คุก 2,451 กระทง 12,267 ปีแชร์ยูฟัน
ศาลอาญาจำคุก 2,451 กระทง 12,000 ปี แม่ข่ายแชร์ลูกโซ่ยูฟันฯปรับบริษัทเครือข่าย 1.2 พันล้านให้ชดใช้ผู้เสียหาย 356 ล้าน ทนายทธรณ์แน่ แต่ไม่ชัวร์จะได้ยื่นประกัน
21 มี.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีลูกโซ่ยูฟันสโตร์ รวม 7 สำนวน ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2279/2558, อ.2836/2558, อ.1246/2559, อ.2081/2559, อ.2383/2559, อ.2915/2559 และ อ.3934/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอภิชณัฏฐ์ แสนกล้า แม่ข่ายยูฟันสโตร์ , นายเควิน ลัย (Kevin Lai) สัญชาติมาเลเซีย อดีตผู้จัดการธนาคารUDBP , นายหยาง หยวน เฉา (Yang Yuan Zhao) สัญชาติจีน อดีตรองผู้จัดการธนาคาร UDBP ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัท UDBP แมนเนจเมนท์ จำกัด (ประเทศไทย) ที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาการเงินของยูฟันสโตร์ จำกัด
นายนที ธีระโรจนพงษ์ นักเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศ และเครือข่ายแชร์ลูกโซ่บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด ที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน , ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว และบริษัท ยู เทรดดิ้ง เป็นจำเลยที่ 1-43 ในความผิด 5 ข้อหา ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 , พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบขายตรง พ.ศ.2545 , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ,
ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 , 343 และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 กรณีเมื่อ 25 ต.ค.56 – 18 มิ.ย.58 บริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด ได้ชักชวนบุคคลเข้าร่วมในเครือข่ายในการประกอบธุรกิจน้ำผลไม้และสมุนไพรกับเครื่องสำอางผิวหน้าและทำให้หลงเชื่อว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย แต่ภายหลังหลอกลวงขายหน่วยลงทุนทางอิเล็กทรอนิกส์ จำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า U – TOKEN ที่อ้างว่าได้รับความนิยมและยอมรับในต่างประเทศ ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอัยการโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนเงิน ชดใช้แก่ผู้เสียหายรวม 2,451 คน เป็นเงิน 356,211, 209 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ซึ่งชั้นพิจารณาศาลได้สืบพยานโจทก์ 61 ปาก และพยานจำเลย 59 ปาก รวมทั้งสิ้น 120 ปาก
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ความผิดที่ฟ้องจำเลยกระทำผิด พ.ร.บ.ขายตรงฯนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า บ.ยูฟันฯได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานคณะกรรมคุ้มครองผู้บริโภคในการขายตรงสินค้า 3 ประเภท ประกอบด้วยน้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร และเครื่องสำอางค์ผิวหน้า โดย บ.ยูฟันฯ มีชาวมาเลเซีย เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นที่ 1 มีคนไทย 2 คน หนึ่งในนั้น คือ พล.ต.อธิวัฒน์ สุ่นปาน เป็นผู้ถือหุ้นลำดับถัดมา ขณะที่การดำเนินธุรกิจของยูฟันฯ นั้นก็อ้างว่าจะให้ค่าตอบแทนเป็นส่วนลด และร่วมลงทุนการขายหน่วยลงทุนทางอิเล็กทรอนิกส์ จำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ หรือที่เรียกว่า ยูโทเคน ด้วย แต่หลักฐานไม่ปรากฏว่าการยื่นคำขอมีจำเลย เป็นผู้ร้องขอการยื่นคำขอประกอบธุรกิจขายตรงหรือมีส่วนร่วมในการยื่นดังกล่าว และยังฟังไม่ได้ว่าพวกจำเลยเป็นผู้บริหารหรือกรรมการที่มีอำนาจจัดการแทน บ.ยูฟันฯ ดังนั้นจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้
ขณะที่คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกว่า การกระทำของพวกจำเลยที่ร่วมกับ บ.ยูฟันฯ เป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ ศาลเห็นว่าตามคำเบิกความของผู้เสียหายพยานโจทก์ ระบุว่า นายอภิชณัฏฐ์ จำเลยที่ 1 ได้กระทำการเป็นผู้บรรยายชักชวนให้มีการการลงทุน ซึ่งการประกอบธุรกิจของ บ.ยูฟันฯ นั้นไม่ได้เน้นการจำหน่ายสินค้าขายตรงตามที่แจ้งไว้ แต่กลับเชิญชวนให้มีการลงทุน ยูโทเคน ที่อ้างว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับความเชื่อถือและนิยมทั้งในประเทศออสเตรเลีย มาเลเซีย โดยผู้ลงทนหากหาสมาชิกใหม่ได้จะได้รับค่าตอบแทน 7-12 ของเงินที่สมาชิกใหม่นำมาลงทุน
โดยการบรรยายของจำเลยที่ 1 ยังปรากฏเป็นคลิปที่มีการบรรยายต่อสมาชิกร่วมฟังหลายร้อยคนด้วย การกระทำของ บ.ยูฟันฯ จึงเป็นการกระทำในฐานะผู้กู้ยืมเงิน ประชาชนที่มาเป็นสมาชิก ที่ได้อ้างว่าจะนำไปลงทุน 3 บริษัทเครือข่ายหนึ่งในนั้นคือ บ.ยูเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นการนำเงินสมาชิกใหม่มาหมุนเวียนจ่ายค่าตอบแทนสมาชิกเก่า ขณะที่ตาม พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 กำหนดห้ามบุคคลทำ หรือใช้ หรือจำหน่าย สิ่งใดแทนเงินตราโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี
ส่วนนายรัฐวิชญ์ ฐิติอรุณวัฒน์ จำเลยที่ 2 และน.ส.พีรญา หาญพรม จำเลยที่ 6 ที่เป็นสามีภรรยากัน ผู้เสียหายก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บรรยายชักชวนให้มาลงทุนโดยมีจำเลยที่ 6 เป็นผู้รับเงินสดและเงินโอนซึ่งสมาชิกจ่ายให้ในการลงทุน ซึ่งปรากฏหลักฐานการโอนเงินมากกว่า 2,000 รายการ มากกว่า 300 ล้านบาท
ส่วนว่าที่ ร.ต. ฤทธิเดช วรงค์ จำเลยที่ 4 ก็เป็นกรรมการ บจก.ยูเทรดดิ้ง จำเลยที่ 42 ที่เป็นบริษัทเครือข่าย ยูฟันฯ โดยจำเลยนี้ได้แบ่งหน้าที่กันทำในการรับโอนเงินการลงทุนยูโทเคน
ขณะที่นายโชติพัฒน์ วุฒิพันธุ์โภคิน จำเลยที่ 7 พบว่าเป็นแม่ข่ายระดับสูงมีความใกล้ชิดกับผู้บริหาร บ.ยูฟันฯ ซึ่งจำเลยที่ 7 ยังได้เป็นผู้นำคลิปการบรรยายเกี่ยวกับลงทุนเผยแพร่ในยูทูบ โดยนายบุน เกียท ชู หรือนายชัยสงค์ วนัสบดีวงศ์ จำเลยที่ 11 เป็นผู้ดำเนินการเปิดบัญชีรับโอนเงินและดูแลการเบิกถอนเงิน นอกจากนี้นายเควิน ลัย (Kevin Lai) สัญชาติมาเลเซีย ผู้จัดการธนาคาร UDBP จำเลยที่ 12 และ นายหยาง หยวน เฉา (Yang Yuan Zhao)สัญชาติจีน รองผู้จัดการธนาคาร UDBP ) จำเลยที่ 13 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของ บริษัท UDBP แมนเนจเมนท์ จำกัด (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการเงินของยูฟันสโตร์ จำกัด และได้ไปร่วมพิธีการลงนามการลงทุนที่เมืองเฉินตู ประเทศจีน ของ บ.ยูฟันฯ ซึ่งแม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่า ไม่ได้ร่วมทำสัญญาแต่การที่จำเลยไปร่วมง่านและได้พูดให้ทุกคนเชื่อมั่นในสกุลเงิน “ยูโทเคน” ก็เป็นการรู้เห็นเป็นใจในการประกอบธุรกิจของ บ.ยูฟันฯ การกระทำของจำเลยทั้ง 1 , 2 , 4 , 6 , 7 , 11 , 12 , 13 และ 42 ถือเป็นแม่ข่ายระดับสูงที่ใกล้ชิดกับผู้บริหาร บ.ยูฟันฯ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ และความผิดฉ้อโกงประชาชน และยังได้กระทำผิดฐานร่วมกันเข้าเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมกระทำการไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมของ บ.ยูฟันฯ ที่เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์และเจตนาของบริษัทอยู่แล้ว จึงต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ
ส่วนน.ส.ณมนพรรณ์ ธาราบัณฑิต จำเลยที่ 5 เป็นผู้แนะนำและชักชวนสมาชิก ให้มาลงทุนซึ่งปรากฏหลักฐานการโอนเงินจากสมาชิก 1,161 รายการ มูลค่า 142 ล้านบาท ซึ่งหลังได้รับเงินแล้วจำเลยที่ 5 จะให้รหัสการลงทุนกับสมาชิก และน.ส.วิไลวรรณ ทรงสวรรณ จำเลยที่ 15 นายเอกภพ ทรงสวรรณ จำเลยที่ 16 น.ส.อลิสา หรือ อลิส โชติธนไชย จำเลยที่ 17นายอุดมชัย อิ่มรัตนรัก จำเลยที่ 19 น.ส.วรากร ธาราบุญรัตน์ จำเลยที่ 22 นายสุจินต์ ชวิตรานุรักษ์ จำเลยที่ 23นายนที ธีระโรจนพงษ์ จำเลยที่ 27 ซึ่งได้จัดรายการ เทคไซด์ บาย เกย์นที ซึ่งได้เชิญแขกมาร่วมรายการและอธิบายการลงทุน โดยรายการเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ นายธนา วงศ์ขำ จำเลยที่ 29 นายเรืองทรัพย์ หรือกษิเดช หรือกฤตภพ เศรษฐชัยกร จำเลยที่ 31 นายวัจน์ณฐภัทร์ มงคลสุทธิกุล จำเลยที่ 36 นายบุญธรรม หรือสุทธิวัฒน์ ธัมมาภิรักษ์กุล จำเลยที่ 37 นายรัชชาพงษ์ บัวแก้ว จำเลยที่ 40 และบริษัทยูเทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 42 กระทำผิดฐานร่วมกันโฆษณา ประกาศ แนะนำ และชักชวนให้ประชาชนทั่วไปนำเงินมาร่วมลงทุน ทั้งที่พวกจำเลยรู้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของ บ.ยูฟันฯอยู่แล้ว จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินฯ และความผิดฉ้อโกงประชาชน
นอกจากนี้นายโชติพัฒน์ จำเลยที่ 7 แม่ข่ายระดับสูง น.ส.อลิสาหรืออลิส จำเลยที่ 17 นายอุดมชัย จำเลยที่ 19 และนายนที จำเลยที่ 27 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้ร่วมกันเผยแพร่การบรรยายการลงทุนที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนเข้าสู้ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
จึงมีคำพิพากษาให้ลงโทษนายอภิชณัชฐ์ จำเลยที่ 1 นายรัฐวิชญ์ จำเลยที่ 2 ว่าที่ร้อยตรีฤทธิเดช จำเลยที่ 4 น.ส.พีรญา จำเลยที่ 6 นายบุน เกียท ชู จำเลยที่ 11 นายเควิน ลัย จำเลยที่ 12 และนายหยาง หยวน เฉา จำเลยที่ 13 ตามความผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ให้จำคุก 2,451 กะทง ๆ ละ 5 ปี รวม 12,255 ปี และให้จำคุกตาม พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ อีกคนละ 10 ปี รวมจำคุกจำเลยเป็นเวลา 12,265 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดไว้คนละ 50 ปี
ส่วนนายโชติพัฒน์ จำเลยที่ 7 มีความผิดพ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ให้จำคุก 2,451 กะทง ๆ ละ 5 ปี รวม 12,255 ปี และให้จำคุกตาม พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ อีก 10 ปี และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้จำคุกอีก 2 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 12,267 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดไว้ 50 ปีและปรับบริษัทยูเทรดดิ้ง จำกัด จำเลยที่ 42 จำนวน 2,451 กะทง ๆ ละ 500,000 บาท 1,225,500,000 บาท และให้ปรับตามความผิด พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอีก 200,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,225,700,000 บาท
และให้จำคุก น.ส.ณมนพรรณ์ จำเลยที่ 5 น.ส.วิไลวรรณ จำเลยที่ 15 นายเอกภพ จำเลยที่ 16 น.ส.วรากร จำเลยที่ 22 นายสุจินต์ จำเลยที่ 23 นายธนา จำเลยที่ 29 นายเรืองทรัพย์ จำเลยที่ 31 นายวัจน์ณฐภัทร์ จำเลยที่ 36 นายบุญธรรม จำเลยที่ 37 นายรัชชาพงษ์ จำเลยที่ 40 ในกลุ่มเป็นผู้โฆษณาชักชวนตาม ความผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ให้จำคุก 2,451 กะทง ๆ ละ 5 ปี รวม 12,255 ปี แต่เมื่อรวมโทษให้จำคุกสูงสุดคนละ 20 ปีตามกฎหมายกำหนด
ให้จำคุก น.ส.อลิสา จำเลยที่ 17 นายอุดมชัย จำเลยที่ 19 นายนที จำเลยที่ 27 ตามความผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ให้จำคุก 2,451 กะทง ๆ ละ 5 ปี รวม 12,255 ปี และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อีกคนละ 2 ปี รวม 12,257 ปี แต่เมื่อรวมโทษให้จำคุกสูงสุดคนละ 20 ปีตามกฎหมายกำหนด
และให้จำเลยที่ถูกลงโทษทั้ง 22 ราย ร่วมกันคืนตัวเงินที่กู้ยืมและฉ้อโกงไปดังกล่าว รวมเป็นเงิน 356,211,209 บาท ให้กับผู้เสียหาย 2,451 คน ตามจำนวนที่แต่ละคนได้ถูกฉ้อโกงไป พร้อมดอกเบี้ยร้อนละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ให้กู้ยืม หรือวันสุดท้ายที่ให้กู้ยืม หรือวันสุดท้ายของเดือนที่ให้กู้ยืม พร้อมทั้งให้ริบเงินสดที่เป็นทรัพย์สินของกลาง กับให้จ่ายสินบนและเงินรางวัลนำจับให้กับผู้ที่ชี้เบาะแสในการติดตามจับกุมจำเลย เป็นเงินจำนวนร้อยละ 25 ของค่าปรับที่จำเลยที่ 42 ต้องชำระ
ส่วนนายไชธร ทองหล่อเลิศ จำเลยที่ 3 คนขับรถผู้บริหาร บ.ยูฟันฯ , นายศิริโชค สิริวรรณภา อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนางบริษัท จำเลยที่ 41 กับจำเลยร่วมรวม 21 ราย ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย เพราะหลักฐานอัยการโจทก์ ยังมีข้อสงสัยตามสมควรและจำเลยบางคนไม่มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าเป็นผู้ชักชวนให้เข้าร่วมลงทุน อีกทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานอื่นมาพิสูจน์การกระทำความผิดของจำเลยกลุ่มนี้ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้อธิบายให้จำเลยในแต่ละกลุ่มเข้าใจผลคำพิพากษา โดยญาติพี่น้องของจำเลยกลุ่มที่ศาลพิพากษายกฟ้องถึงกับปรบมือเฮลั่นห้องพิจารณาคดีด้วยความดีใจ หลังศาลระบุว่าจำเลยกลุ่มยกฟ้องจะได้รับการปล่อยตัวในเย็นวันเดียวกัน ขณะที่ศาลได้อธิบายให้จำเลยทั้งหมดเข้าใจถึงการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ ว่าศาลได้ทำหน้าที่อำนายความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ทนายจำเลยที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้กลุ่มญาติของจำเลยที่ศาลพิพากษาจำคุกบางรายถึงกับเป็นลมเจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น ขณะเดียวกันฝ่ายทนายความจำเลยที่ลูกความถูกจำคุก ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับยกฟ้อง เพราะการวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ได้หยิบยกข้อเท็จจริงบางประเด็นขึ้นมาพิจารณา และเมื่อศาลวินิจฉัยลงโทษในความผิดหนักตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ และ พ.ร.บ.องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติฯ อาจจะทำให้การยื่นประกันมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
สำหรับ เครือข่ายแชร์ลูกโซ่ยูฟัน มีผู้ต้องหาร่วมทำผิดทั้งสิ้น 164 คน ศาลอาญาได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดโดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณา 43 คน ระหว่างนี้มีผู้ที่หลบหนีต่างประเทศ 27 คน แบ่งเป็นชาย 20 คน และหญิง 7 คน และมีผู้ต้องหาที่หลบหนีในประเทศไทยอีก 39 คน เป็นชาย 19 คน เป็นหญิง 20 คน ซึ่งอัยการได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวมาฟ้องภายในอายุความ 15 ปี ขณะเดียวกันมีผู้ต้องหาที่หลบหนีประกัน คือ นางแววตา แซ่โล้ว ซึ่งได้ยึดหลักประกันไว้แล้วและอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาส่งอัยการต่อไป
ภายหลัง พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 กล่าวว่า ครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่ร่วมเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ เพราะถ้ากระทำความผิดร่วมกับบริษัทแล้ว ศาลจะลงโทษเรียงกระทงความผิด ซึ่ง 21 คนที่ศาลยกฟ้องนั้นส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ถูกยืมชื่อไปใช้เปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินเข้า-ออกไปต่างประเทศ แต่คดีจะอุทธรณ์หรือไม่เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับอัยการและผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ร่วมจะดำเนินการต่อไป สำหรับคนที่ยังไม่แจ้งความหรือแจ้งความทีหลังขอให้ติดตามผลคดี และนำมายื่นต่อศาลเพื่อดำเนินการขอเฉลี่ยทรัพย์คืน ซึ่งผู้เสียหายที่ยังไม่แจ้งความก็ให้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ผู้เสียหายโอนเงินหรือมีการโฆษณาชวนเชื่อ ส่วนที่มีกลุ่มเครือข่ายยูฟัน ส่งข้อความทางโปรแกรมแชทไลน์และโซเชียลมีเดียว่าคดีนี้ศาลจะยกฟ้องแน่นอน ใครที่มาเซ็นชื่อหรือแจ้งความจะถูกดำเนินคดีฟ้องกลับนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าศาลพิพากษาด้วยความเที่ยงธรรม และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างสมเหตุสมผล
ด้านนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะที่เราได้ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบบริษัทยูฟันตั้งแต่ต้น ต้องขอบคุณผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ตำรวจ และรัฐบาลที่ช่วยเหลือประชาชน ท่านก็เห็นปัญหาของแชร์ลูกโซ่
“ ขอฝากประชาชน ยังไม่ได้แจ้งความคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟัน ขอให้ไปแจ้งความยังพื้นที่เกิดเหตุที่มีการโอนเงิน ถ้าพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความขอให้ส่งชื่อมาที่สมาพันธ์ฯ เราจะรวมรายชื่อผู้เสียหายเสนอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะทำงานพิจารณาคดียูฟันขึ้นมาใหม่ เพื่อความสะดวกรวดเร็วต่อผู้เสียหาย ”
ทั้งนี้ที่ผ่านมา สมาพันธ์ฯ ยังได้ยื่นหนังสือต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน จากเดิมอัตราโทษ 3-5 ปี เป็น 7-14 ปี ต่อกระทง เพื่อให้มิจฉาชีพไม่กล้าหลอกลวงประชาชน หน่วยงานรัฐต้องกล้าทำงานเชิงรุกไม่ให้มิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวงประชาชนได้ ถ้าท่านใดเป็นเหยื่อสามารถแจ้งเข้ามาที่สมาพันธ์ได้ ขณะนี้มีคดีที่เกี่ยวข้องกับแชร์ลูกโซ่อีก 40 คดี เราก็ได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่มีเจ้าภาพทำงานเชิงรุกอย่างจริงจัง



