
เปิดทำเนียบฯรับ"ดูแตร์เต"ลงนามข้อตกลง 3 ฉบับ
"ประยุทธ์"เปิดทำเนียบรัฐบาลรับ"ดูแตร์เต"ลงนามข้อตกลง 3 ฉบับ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองต้านภัยก่อการร้าย-ยาเสพติด-สงครามไซเบอร์ เตรียมขยายการค้าการลงทุนเพิ่ม
21 มี.ค. 60 - พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ให้การต้อนรับนายโรดรีโก โรอา ดูแตร์เต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2560 โดยมีพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ 3 เหล่าทัพที่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนจะร่วมกันหารือข้อราชการแบบเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การเกษตร พลังงาน ความร่วมมือทางการศึกษาและวิชาการ
ต่อมานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในบันทึกความเข้าใจ จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.การดำเนินงานตามโครงการความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ปี 2560 - 2565 ระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย และ 3.ข้อปฏิบัติว่าด้วยความร่วมมือในสาขาเฉพาะระหว่างศูนย์กระบือนม ประเทศฟิลิปปินส์ และกรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับการเลี้ยงกระบือปลักและกระบือนม
โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของท่านประธานาธิบดีครั้งนี้ เป็นการเยือนไทยครั้งแรกภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พฤศิกายน 2559 ได้เคยเดินทางมาเยือนไทยเพื่อถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิอดุลยเดช และในโอกาสนี้ประธานาธิบดีได้แสดงความยินดีในโอกาสการขึ้นทรงราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยในนามรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ได้กล่าวขอบคุณในไมตรีจิตรของประธานาธิบดี รัฐบาล และประชาชนชาวฟิลิปปินส์
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยและฟิลิปปินส์ มีความสัมพันธ์ยาวนามากว่า 68 ปี ทั้งสองตกลงที่จะร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาคมอาเซียนและภูมิภาค โดยฟิลิปปินส์ลงนามผ่านเอ็มโอยู 3 ฉบับ ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และการเกษตร อีกทั้งยังได้หารือ 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และได้รับทราบแผนพัฒนาฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2560-2565
นอกจากนั้นยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี และเขตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องว่ามีศักยภาพที่จะขยายมูค่าทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ผ่านคณะกรรมการร่วมด้านการค้า และโอกาสนี้ก็ยินดีกับฟิลิปปินส์ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านการค้าครั้งแรกในปีนี้ โดยเห็นพ้องต้องกันว่า มีศักยภาพในการขยายผลทางด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน และยินดีที่ฟิลิปปินส์ จะจัดประชาด้านการค้านานาชาติ ครั้งแรกในปีนี้
นอกจากนั้น ไทยและฟิลิปปินส์ ยังตกลงที่ซื้อขายข้าว ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2559 - 31 ธันวาคม 2561 ที่จะช่วยส่งเสริมความร่วมือด้านความมั่นคงทางอาหาร และเห็นชอบที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านชลประทาน ปศุสัตว์ และประมวง รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน
ส่วนด้านการท่องเที่ยว ได้เห็นชอบที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเรือสำราญและการเชื่อมโยงทางอากาศระหว่างแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของทั้งสองประเทศ รวมถึงถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านพลังงานทดแทน อาทิ เอธานอล ไบโอดีเซล และพลังงานใต้พิภพ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ทั้งสองประเทศยังเห็นชอบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งยินดีที่จะร่วมมือด้นวิชาการและการศึกษา โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความรู้และการวิจัยร่วมกัน
ส่วนด้านความมั่นคง ได้เห็นชอบที่จะสร้างความใกล้ชิดระหว่างกองทัพให้มากยิ่งขึ้นจากเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยทั้งสองประเทศมีความกังวลในเรื่องการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติในทุกรูปแบบ โดยจะร่วมมือกันในทั้งในรกอบทวิภาคี อาเซียน และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ
ขณะที่ความร่วมมือในภูมิภาค ได้เห็นพ้องที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับอาเซียนและพัฒนาการในภูมิภาคก ซึ่งไทยชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ในปี 2560 ที่เน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง สำหรับสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ ทั้งสองประเทศเห็นชอบว่า การรักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงในทะเลจีนใต้เป็นผลประโยชน์ร่มของทุกประเทศ ทั้งในและนอกภูมิภาค ที่ควรให้ความร่วมมือในการคลี่คลายปัญหาด้วยการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตัวเองและประธานาธิบดีได้สั่งการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยนวข้อง เร่งรัดหาข้อสรุปความตกลง และบันทึกความเข้าใจต่างๆ อาทิ การศึกษา การบริการเดินอากาศ และอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ตลอดจนแสวงหากิจกรรม และความร่วมมือให้มากขึ้น อาทิ นวัตกรรม และการจัดตั้งธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ขณะที่นายโรดริโก โรอา ตูแตร์เต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับไทยมีมาอย่างใกล้ชิดและรอบด้าน และพัฒนาในช่วง 68 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ โดยทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และร่วมมือส่งเสริมความเข้มแข็งในประชาคมอาเซียน รวมถึงร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้แจ้งสถานะความคืบหน้าการดำเนินการของรัฐบาลในการปฏิรูปตามนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่วนฟิลิปปินส์ มีแผนพัฒนาฟิลิปปินส์ปี 2017-2022 เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างครอบคลุม ความไว้เนื้อเชื่อใจทางสังคม และส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานขององค์ความรู้
นายตูแตร์เต กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทยต่อการสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับแสดงความยินดี และมีความปรารถนาในโอกาสขึ้นทรงราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร และมีความปรารถนาให้รัชสมัยของพระองค์นำมาซึ่งสันติภาพ ความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคั่งของประชาชนชาวไทย และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์
นายตูแตร์เต กล่าวว่า ส่วนความมั่นคงทางทหาร รู้สึกยินดีกับความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างกองทัพไทยและฟิลิปปินส์ผ่านการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง และการฝึกของทั้งสองฝ่าย และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศจัดการประชุมกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางการทหารครั้งที่ 1 ในปี 2560 นอกจากนี้ตน และ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความกังวลต่อความท้าทายจากการเผยแพร่ของการก่อการร้าย และแนวคิดสุดโต่ง รวมทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยเห็นพ้องว่า ความร่วมมือในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้
พร้อมกับเห็นชอบที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านข้อมูลและข่าวกรองระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงของทั้งสองฝ่าย ทั้งในกรอบทวิภาคีอาเซียน และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขประสิทธิภาพปัญหาภัยคุกคาม รวมถึงยินดีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการลอบค้ายาเสพติดเคมีภัณฑ์ และสารตั้งต้นที่อยู่ใต้การควบคุมระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานด้านความปลอดภัยของฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเสริมสร้างความร่วมมือเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ส่วนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
นายตูแตร์เต กล่าวว่า การค้าการลงุทนของทั้งสองประเทศมีมูลค่าประมาณ 9.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศจะขยายมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกันให้มากขึ้น และทั้งสองประเทศจะรื้อฟื้นการประชุมธุรกิจระหว่างสองประเทศ เช่น การบริการ ดิจิตอลคอนแท็ค การเกษตร และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากนี้ยังยินดีกับความคืบหน้าการร่วมมือด้านการเกษตร
ท้ายสุด นายกรัฐมนตรีไทย และประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศเร่งรัดการดำเนินการเพื่อหาข้อสรุปความตกลงและบันทึกความเข้าใจให้เสร็จสิ้นในปี 2560 ดังนี้ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา 2.บันทึกความเข้าใจในด้านการบริการเดินอวกาศ 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ 4.บันทึกความเข้าใจระหว่างโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ 5.ความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือกันทางการศาลในคดีแพ่งและพาณิชย์กับประเทศสมาชิกอาเซียน



