ข่าว

รอยแยกของเอกภาพ

รอยแยกของเอกภาพ

01 ก.ย. 2552

ถึงแม้ว่าเรื่องราวของ "เงื่อนไขพิเศษ" จะไม่อาจพิสูจน์ หรือตีแผ่ต่อสาธารณะได้ แต่อะไรต่อมิอะไรที่เป็นไปนั้น กลับดูประหนึ่งว่า เหนือกว่า ประมุขฝ่ายบริหารแล้ว ยังมีบางอย่างที่มากไปกว่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเยอรมนี ของ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือข่าวลือว่า นิพนธ์ จะลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 แม้กระทั่งท่าทีของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ที่ยังคงเลือกที่จะแสดงท่าทีที่มีปัญหาในการร่วมรัฐบาล ด้วยการบอกว่า เรื่องตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้น ต้องถาม สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล และ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้ว่าอำนาจในการเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่นั้น หาใช่ 2 คนนี้ไม่

 ความคลุมเครือในเรื่องเงื่อนไขพิเศษนั้น ทำให้ภาพที่ ชวรัตน์ และพลพรรคภูมิใจไทย แสดงออกมาคลุมเครือ และหนักออกไปในทางที่ว่า ฉกฉวยโอกาส นำ "สิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์" มาบีบพรรคแกนนำรัฐบาล

 โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งตามกฎหมายแล้วมีอำนาจเต็มในการเสนอชื่อ บุคคลเหมาะสม (ยศพลตำรวจเอก) ขึ้นรับตำแหน่ง ผบ.ตร.คนใหม่ ก็เข้าสู่ห้วงวิกฤติอีกครั้ง หลังจากลั่นวาจาไปแล้วว่า จะนัด ก.ต.ช.ถกเรื่องนี้ในอีก 2 สัปดาห์

 ถึงแม้ว่าในวันนี้บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมา หรือที่พูดกันปากต่อปากมาว่า "โผพันล้าน" ที่ใครต่อใครเชื่อว่าเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งในวันนี้ จะผ่านการพิจารณาของ ก.ตร.ไปแล้ว แต่ดูแล้วสถานการณ์การท้าทายภาวะผู้นำของ อภิสิทธิ์ ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

 แม้ว่า อภิสิทธิ์ จะพูดเป็นนัยไปแล้วว่า ก่อนการประชุมร่วม ก.ต.ช.จะต้องหารือกันรอบนอก หรือ ล็อบบี้ เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสุดท้ายแล้วผลจะออกมาอย่างไร และสถานภาพของพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร

 จะเป็นอย่างเสียงร่ำลือกันหรือไม่ว่า อาจถึงขั้นถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ?

 หรือจะป่วนจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้ จำต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ?

 หรือจะเป็นเพียงแค่ "เกม" ที่บลัฟกันไปมา เพื่อหยั่งกระแส

 เพราะถ้าว่ากันตามกำหนดนัดของ ชัย ชิดชอบ นั้น ภูมิใจไทย พร้อมที่สุด ก็ต่อเมื่องบประมาณออกมาแล้ว

 แต่น่าเสียดายตรงที่ว่า ถึงจะพร้อมอย่างไร อำนาจในการตัดสินใจยุบสภานั้นเป็น อภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี

 นั่นก็หมายความว่า ภูมิใจไทย มีโอกาสที่จะกลายเป็น "ฝ่ายค้าน" ขณะที่ ประชาธิปัตย์ ก็อาจเป็น "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ได้เหมือนกัน

 ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็น ชัย ชิดชอบ หรือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล แม้กระทั่ง เนวิน ชิดชอบ ก็คงไม่ปรารถนาที่จะให้จุดจบเป็นเช่นนั้น

 แม้จะมีข่าวว่ากลับไปจูบปากกับนายใหญ่ที่ดูไบแล้วก็ตาม แต่ข้อครหา "ลูกทรพา" ยังคงตามหลอนผู้คนที่แบกโลโก้ "ภูมิใจไทย" ทุกครั้งในยามลงพื้นที่ภาคอีสาน

 เมื่อปัจจัยออกมาเช่นนี้ เบ็ดเสร็จก็คือ ท่าทีที่ออกมานั้น เป็นท่าทีของ "รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี"

 ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่แข็งกร้าว ทำเป็นไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีคือผู้ที่มีอำนาจเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ รวมทั้งการแสดงอาการท้าทายให้ยุบสภา ท้าให้ปลด หรือเปลี่ยนกระทรวง ก็แค่วิธีการ "หยั่งกระแส" ที่จำเป็นต้องแสดงท่าทีออกมา ที่คิดไว้แล้วว่าน่าจะได้ผลชนิดยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

 ได้ทั้งเกมกดดันนายกฯ และการตอบ "เงื่อนไขพิเศษ" ในกรณีที่เชื่อว่ามีจริง !

 ทั้งที่ความจริงแล้ว ความพร้อมในการเลือกตั้ง รวมทั้งการเล็งเห็นสถานการณ์หลังเลือกตั้งนั้น ไม่ได้ต่างจากที่ อภิสิทธิ์ ไปบรรยาย ที่ กกต. เมื่อบ่ายวันที่ 31 สิงหาคม เลยแม้แต่น้อย

 ด้วยกฎกติกาที่มีอยู่ในตอนนี้ อย่าว่าแต่หลังเลือกตั้งเลย ช่วงที่จะต้องหาเสียงก็เลือดตาแทบกระเด็นเพราะเข้าพื้นที่ไม่ได้

 หลังเลือกตั้งหากรอดเข้าสภาไปได้ ถามว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้เยียวยา ไม่ได้รับการแก้ไขแต่แรก ก็คงจะพัฒนาไปไกลมากกว่าที่เป็นอยู่

 สถานการณ์ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล ต่างก็รู้ดีว่า หากยังปล่อยให้มีสภาพเช่นนี้ มีแต่เสียกับเสีย

 การกดดันให้นายกรัฐมนตรีไม่สามารถบริหารอำนาจได้ นับเป็นอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

 อย่างน้อยๆ ก็จะเปิดช่องให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้จังหวะรุกครั้งใหญ่ เพราะเห็นรอยแยกของ "เอกภาพ"