
อภิสิทธิ์ไม่ขัดแก้รธน.6ข้อยกเว้น ม.237
นายกฯ ระบุ ทุกฝ่ายต้องเคารพคำตัดสินของศาล ย้ำไม่ห้ามเสื้อแดงชุมนุม แต่ต้องทำตามกติกา ไม่ใช้ความรุนแรง ห้ามดึงสถาบันหลักชาติยุ่งการเมือง ไม่ข้ดข้อง ข้อเสนอ คกก.สมานฉันท์ แก้ รธน. 6 ข้อ ยกเว้น ม.237 หวั่นมีปัญหา มวลชนคัดค้าน ชี้ ทางที่ดีต้องทำประชามติ ก่อน
(31ส.ค.) เมื่อเวลา เวลา 13.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "การเมืองบนสถานการณ์ความขัดแย้ง" แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตร การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่ 1 ประจำปี 2552 ณ สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ห้อง 704 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชั้น 7 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ ทั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นายอภิสิทธิ์ขอเชิญสื่อมวลชนออกจากห้องประชุม โดยอ้างว่า เป็นเรื่องภายในของหลักสูตรและช่วยลดงานของสื่อมวลชน
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้บรรยายว่า ตั้งแต่การรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 บางฝ่ายบอกว่าปัญหาเกิดจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่บางฝ่ายบอกว่ามาจากรัฐธรรมนูญ แต่ตนไม่อยากให้ทุกฝ่ายคิดถึงอดีต โดยขอให้เดินหน้า ตนเข้ามาเป็นรัฐบาลก็รู้ดีว่าฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุด จะไม่ไปทะเลาะกับกลุ่มต่างๆ พยายามประคับประคองสถานการณ์ให้เรียบร้อย วันนี้การดำเนินการของรัฐบาลมีความลำบาก เช่นเดือนเม.ย.ยืนยันว่ารัฐบาลพยายามทำดีที่สุด แต่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเพื่อให้สถานการณ์เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย และบ้านเมืองเดินหน้าไปได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าหากไม่พยายามรักษาหลักประชาธิปไตยบ้านเมืองจะมีปัญหา เช่น 2-3 พรรคการเมืองไม่ชอบกัน การเมือง 2-3 ขั้วไม่ชอบกัน เป็นเรื่องที่ทำได้แต่ต้องไม่ใช่การเคลื่อนไหวนอกกฎหมายหรือความรุนแรงเพราะไม่ใช่ประชาธิปไตย ตนอยากให้เหตุการณ์เดือนเม.ย. เป็นจุดเริ่มต้นว่าต่อไปจะไม่มีการดึงสถาบันหลักของชาติมายุ่งกับการเมืองและทำให้เป็นปัญหา ช่วงแรกๆ ตนคิดว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่ต่อมาภายหลังก็เริ่มมีอีกแล้ว เช่น การประกาศสงครามกับอำมาตย์ ตนเห็นว่าทำให้บ้านเมืองไม่สงบ เช่นเดียวกับการไปลากศาลลงมาสู่วังวนความขัดแย้ง ปัญหาที่มีอยู่มากก็จะไม่จบ ฉะนั้นขอให้ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินของศาล ไม่ใช่ศาลตัดสินถูกใจก็บอกไม่มีปัญหา หากตัดสินไม่ถูกใจก็บอกว่าลำเอียง หากไม่หยุดยั้งตรงนี้บ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ เพราะการใช้สิทธิทางการเมืองนั้นทำได้ รัฐบาลไม่เคยห้าม เเต่ต้องไม่มีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การชุมนุมที่ทำเนียบฯ มีคำพิพากษามาเเล้วว่า หากชุมนุมโดยสงบสามารถกระทำได้ แต่หากชุมนุมแล้วปิดกั้นไม่ให้คนเข้าไปทำงานนั้น ทำไม่ได้ ส่วนคดีความที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทำแต่คดีคนเสื้อแดง ส่วนคดีคนเสื้อเหลืองไม่คืบหน้า ขอเรียนว่าไม่จริง รัฐบาลไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว ตนให้นโยบายไปว่าคดีความต้องตรงไปตรงมา เช่นคดีในช่วงปฏิวัติบางคดี เพิ่งสั่งฟ้องไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ฉะนั้นมันไม่ได้เร็วอะไรเลย รัฐบาลจึงไม่ได้ยุ่งเกี่ยว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนการสร้างความสมานฉันท์นั้น คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้เสนอ เช่น ร่างพร.บ.ปรองดองและร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตนบอกว่าโพลล์เมื่อเร็วๆนี้ระบุว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องท้ายๆที่ประชาชนให้ความสำคัญ แสดงให้เห็นว่าประชาชนมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หลายคนเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้แก้ปัญหาได้จริงๆ อย่างไรก็ตามส่วนการยุบสภา รัฐบาลและตนที่มีอำนาจไม่ได้ขัดข้อง แต่หากสามารถปฏิรูปการเมือง และแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งสังคมยอมรับ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ไม่อย่างนั้นเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วมีการเลือกตั้งก็จะมีคนออกมาโวยวายและกดดันอีก ฉะนั้นหากเงื่อนไขเหล่านี้ไม่หมดไป ยุบสภาไปแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ ตนอยากให้ไปหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติการปฏิรูปการเมืองและแก้รัฐธรรมนูญให้ทุกฝ่ายยอมรับก่อน จากนั้นจะเดินหน้าอย่างไรค่อยมาว่ากัน เพราะประชาธิปไตยนั้น แม้บ้านเมืองเราจะมีกติกาที่ดี กฎหมายมีความสมบูรณ์ แต่หากจิตใจของคนไม่ยอมรับความแตกต่าง ประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ ทั้งนี้ขอฝากทุกคนว่าถึงเวลายอมรับว่าสังคมมีความขัดแย้งแล้วหรือไม่ และเราจะหาทางออกร่วมกันได้อย่างไร
“ข้อเสนอการสร้างสมานฉันท์ของคณะกรรมการฯที่เสนอว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ 6 ข้อ รัฐบาลไม่ขัดข้อง ยกเว้นมาตรา 237 ที่ผมมองว่าหากแก้แล้วจะมีปัญหา เพราะจะมีคนออกมาคัดค้าน เรื่องนี้ขอให้มีประชามติก่อน และสิ่งดีที่สุดคือควรสอบถามประชามติก่อนว่าประชาชนจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อมีมติออกมา และแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วจะยุบสภาก็ไม่มีปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



