ข่าว

อภิสิทธิ์พ้อไม่มีวิธีแก้ขัดแย้งให้ทุกฝ่ายพอใจได้

อภิสิทธิ์พ้อไม่มีวิธีแก้ขัดแย้งให้ทุกฝ่ายพอใจได้

31 ส.ค. 2552

นายกฯ พ้อไม่ว่าอย่างไรก็แก้ปัญหาความขัดแย้งให้ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ ชี้หากจะแก้ 237 ต้องทำประชามติ แถมเปิดสามเงื่อนไขยุบสภา ให้เศรษฐกิจฟื้น พอใจกติกาเลือกตั้งหรือไม่ และ พรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียงได้ไหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 13.30 น.วันที่ 31 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของสำนักงานกกต.ในหัวข้อ “การเมืองไทยบนสถานการณ์การขัดแย้ง” ปรากฏว่า ในช่วงเช้าก่อนถึงเวลา ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้มีการจัดเตรียมในเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะทางเข้าออกอาคารสำนักงานศูนย์ราชการ อาคารบี ได้มีการนำแผงเหล็กมากั้นสองชั้น เพราะเกรงจะมีกลุ่มบุคคลมาเคลื่อนไหวในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง

 อย่างไรก็ตามในการบรรยายครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้เป็นเรื่องของการศึกษา โดยไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง แต่ก็มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งของการบรรยายว่า ส่วนตัวเห็นว่า ความขัดแย้ง ณ วันนี้มาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ 1.จากความคิดที่ว่าเสียงข้างมากคือความถูกต้อง 2.มีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการประหัตประหารกันในทางการเมือง จะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จึงเห็นว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งขณะนี้ไม่มีทางออกไหนที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้

 นายกฯยังกล่าวด้วยว่า ในทรรศนะของตนมองว่า การที่จะแก้ไขปัญหาได้ ควรที่ทุกฝ่ายต้องถอยคนละนิดละหน่อย โดยการถอยนั้นเห็นว่า 1.ต้องไม่ทำให้สูญเสียความเป็นนิติรัฐ 2.ต้องทำให้สถาบันหลักคงอยู่และไม่ถูกรบกวน ซึ่งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอนั้น ตนนะยินดีหากแก้ไขก็จะแก้เลย แม้จะมีความเห็นแตกต่างในบางประเด็น เช่นในเรื่องของเขตเลือกตั้ง ส่วนตัวมองว่าเขตใหญ่ 3 คน ตามรัฐธรรมนูญปี 50 ดีกว่า เขตเดียวเบอร์เดียวตามรัฐธรรมนูญปี 40 เพราะความขัดแย้งและการซื้อเสียงไม่รุนแรง

 ส่วนประเด็นมาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคนั้น มองว่าหากมีการแก้ไขก็จะก่อให้เกิดปัญหา โต้เถียง หรืออาจจะนำไปสู่การชุมนุมได้ จึงคิดว่าในประเด็นนี้ควรจะมีการทำประชามติโดยก่อนทำ ให้แต่ละฝ่ายสามารถที่เผยแพร่ความคิดของตัวเองได้อย่างเสรี

 นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการยุบสภาว่า ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือแปลกประหลาดอะไร แต่โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าจะยุบสภาต้องตั้งอยู่ใน 3 เงื่อนไข คือ 1.ขอให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเข้ารูปเข้ารอย โดยคาดการณ์ว่าในช่วงเดือนธ.ค.-ก.พ. 53 น่าจะเป็นช่วงที่มาตรการการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลออกดอก ออกผล 2.ถามว่าถ้ายุบสภาวันนี้กติกาเลือกตั้งที่มีอยู่ฝ่ายพอใจกันแล้วหรือยัง และถ้าให้เลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมจะเกิดปัญหาความขัดแย้งหรือไม่ และ 3.ถ้ายุบ แล้วการยุบสภาเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งนั้นจะให้ความขัดแย้งรุนแรงในขณะนี้หมดไปหรือไม่ หากเลือกตั้งขณะนี้ ถามว่าทุกพรรคการเมืองสามารถเข้าไปหาเสียงในทุกพื้นที่โดยปราศจากการต่อต้านได้หรือไม่ ถ้าเรายังไม่สามารถแก้เงื่อนไขต่างๆเหล่านี้ได้ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังการบรรยายระหว่างที่นายกรัฐมนตรีกำลังเดินทางกลับนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ก็ได้ยื่นหนังสือให้ตรวจสอบนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กับนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีก็ได้รับเองกับมือ