ข่าว

อภิสิทธิ์เน้นศก.สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาปท.ให้เข้มแข็ง

อภิสิทธิ์เน้นศก.สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาปท.ให้เข้มแข็ง

31 ส.ค. 2552

เว็บไซต์ www.thaigov.go.th รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 31 ส.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ” และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ " ก้าวใหม่ ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย Creative Thailand " โดยมี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจน ตัวแทนจากภาคการเมือง ราชการ นักธุรกิจ คณะทูตานุทูตจากต่างประเทศ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

 นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ได้กล่าวถึงโครงการ “ ไทยสร้างสรรค์ ไทยเข้มแข็ง ” ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก วันนี้การแข่งขันทางเศรษฐกิจจึงต้องหาจุดอ่อนและดึงความเข้มแข็งของประเทศไทยออกมาโดยผ่านกระบวนการของความคิดที่สร้างสรรค์ และดึงทุนที่ไม่ใช่เป็นตัวเงิน แต่เป็นความคิดทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม เพื่อดึงความเป็นไทยที่หลากหลายออกมา แล้วมาแปลงหรือต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งจะสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไปได้อย่างมากในอนาคต ที่สำคัญความคิดสร้างสรรค์ที่นำมาใช้ไม่จำเป็นต้องทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ดังนั้น แนวคิดในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงสอดคล้องอย่างยิ่งกับเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และควบคู่กับเศรษฐกิจที่เป็นการพัฒนาบนความยั่งยืน ซึ่งคือจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลคิดว่า เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไป โครงสร้างเศรษฐกิจจะไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิม

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่จะนำพาเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า คือ การมองไปในอดีตและมองไปในอนาคต ซึ่งการมองไปในอดีต คือ การนำเอาจุดแข็งของประเทศที่ถูกละเลย โดยเฉพาะทุนทางวัฒนธรรมนำมาใช้เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และการมองไปข้างหน้า คือ ดูแนวโน้มความเป็นจริงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งในระบบปัจจุบันเป็นระบบทุนนิยม ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่พร้อมจะจ่ายเงินเพิ่มกับสินค้าที่มีการออกแบบ หรือการบรรจุหีบห่อ ที่สวยงามจากยี่ห้อ ซึ่งเป็นที่นิยมของคนทั่วไป

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนไทยมีหลายอย่างที่บ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์ และสามารถที่จะขยายผลได้ การพัฒนาเศรษฐกิจจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ถ้าเติมความคิดสร้างสรรค์เข้าไปจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยได้อย่างมหาศาล และสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนชาวต่างประเทศประทับใจในคนงานไทยมาโดยตลอด คือ เรื่องฝีมือ ทักษะ อันเป็นทักษะพิเศษของคนไทย อย่างที่พระองค์ท่านรับสั่งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา คือวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ของไทยที่มีอยู่แล้วและอยู่ที่ว่าคนไทยจะสามารถขยายผลเพิ่มพูนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าไปสู่ในภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการออกแบบที่ไม่จำเป็นต้องยึดแบบที่ติดอยู่กับอดีต แต่การสร้างสรรค์ที่คนไทยในปัจจุบันและคนรุ่นใหม่สามารถคิดได้และเริ่มต้นทำในธุรกิจ เช่น แอนิเมชั่น ตลอดจนการให้บริการ ด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเศรษฐกิจไทย

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนมาโดยตลอด ซึ่งเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคอาเซียน (Creative Industrial Hub of ASIAN) และเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากร้อยละ 10-12 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2555 โดยมีความมุ่งมั่นให้ทุกภาคส่วนได้ทราบถึงนโยบายคำมั่นสัญญาของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีพันธสัญญา แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ 1) การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Infrastructure) 2) การสร้างรากฐานและปลูกฝังความสามารถด้านการคิดและการสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาของไทย (Creative Education & Human Resource) 3) การกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative & Inspiration) 4) การส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Business Development & Investment)