สร้างชุมชนเข้มแข็งตามแนวพระราชดำริ
เป็นวันที่ 137 ที่พสกนิกรจากทั่วสารทิศ เดินทางมากราบพระบรมศพ พร้อมน้อมนำคำสอนของในหลวง ร.9 ไปใช้ดำเนินชีวิต
บรรยากาศการเดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมนิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง วันนี้ (19 มีนาคม) เจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนจากทั่วประเทศเข้าถวายความอาลัย เป็นวันที่ 137 โดยเปิดประตูตั้งแต่เวลา 04.50 น. ให้กลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ได้เข้าไปก่อนต่อด้วยประชาชนทั่วไปเดินเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบท่ามกลางอากาศร้อนจัดตลอดทั้งวัน
นายประเสริฐ บุญสบ อายุ 44 ปี เลขานุการคณะกรรมการหมู่บ้านคลองบอน ต.เกาะยาวใหญ่ อ.เกาะยาว จ.พังงา ที่พาสมาชิกอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) 60 คนมารับรางวัล อสม.ดีเด่นระดับประเทศที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 20 มีนาคม จึงถือโอกาสเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพด้วยเล่าว่า ทุกคนอยากมาแสดงความอาลัยในหลวง ร.9 เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแนวพระราชดำริเรื่องการพึ่งพาตนเองให้ทุกหมู่บ้าน โดยหมู่บ้านเราก็ได้น้อมนำแนวคิดนี้มาใช้ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง อยู่กันด้วยความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
"จำได้ว่าเมื่อปี 2516 ในหลวง ร.9 เสด็จมาเยี่ยมทุกข์สุขของชาวบ้านในหมู่บ้านเรา และพระราชทานแนวคิดการพึ่งพาตนเองซึ่งพวกเรายึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอดจนได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็นเป็นสุข ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยาง ปลูกข้าว ประมง และท่องเที่ยว เน้นใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีการออมทรัพย์ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักไว้กินเอง มีวิถีชุมชนเข้มแข็ง ไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรม ไม่มีการลักขโมย พวกเราดูแลความปลอดภัยในหมู่บ้านกันเอง นอกจากนี้ยังรวมกลุ่มทำจิตอาสา อย่างลงแขกเกี่ยวข้าว บ้านไหนมีงานแต่งก็ไปช่วยกัน เรียกว่าแทบไม่ต้องซื้อหาอะไรหรือจ้างแรงงานเลย อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดี" นายประเสริฐ กล่าว
ด้านนางลำยอง ดีประพันธ์ อายุ 59 ปี และนางวันเพ็ญ เตียระกุล อายุ 65 ชาวดอนเมือง จ. กรุงเทพฯ ซึ่งเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และตั้งใจจะมาอีกเรื่อยๆ จนถึงวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยนางลำยอง กล่าวความรู้สึกหลังจากได้ขึ้นกราบสักการะพระบรมศพว่า เต็มไปด้วยความภูมิใจ รู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งทุกครั้งที่ได้มา ก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสได้เฝ้ารับเสด็จฯในหลวง ร.9 ถึง 2 ครั้งด้วยกัน คือตอนที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯไปทรงเปิดพระบรมราชานุเสาวรีย์ในหลวง ร.5 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จด้วย ตอนนั้นเห็นทั้ง 2 พระองค์แล้วรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที ในหลวง ร.9 ทรงมีพระพักตร์อิ่มเอิบเหมือนดังที่เราเห็นในช่วงข่าวในพระราชสำนัก ส่วนพระราชินี ก็ทรงโบกพระหัตถ์พร้อมแย้มพระโอษฐ์ให้พสกนิกรตลอด รู้สึกประทับใจมากที่สุด และอีกครั้งคือตอนที่ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมพระอาการประชวรสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่โรงพยาบาลศิริราช ความรู้สึกตอนนั้นก็เหมือนกับครั้งแรกที่ได้ชื่นชมพระบารมีพระองค์ ขนลุกซู่ ปลื้มปิติมาก หลังจากนี้ถึงแม้ไม่มีในหลวง ร.9 แล้ว แต่ตัวเองและครอบครัวก็จะน้อมนำคำสอนของพระองค์เรื่องความพอเพียงมาเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไป จะสอนลูกหลานให้ใช้จ่ายอย่างพอเพียง มีเท่าไรก็ใช้เท่านั้น มีความสุขในสิ่งที่มี



