
“5.6 พันล้าน” จ่ายแต่ไม่เจอ “เอ็มเอช370”
รายงานพิเศษ
“เที่ยวบิน เอ็มเอช 370” ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส หายไปอย่างลึกลับสร้างปริศนาค้างคาไว้ แม้เวลาผ่านไปแล้วถึง 3 ปีเต็ม... คำประกาศหยุดค้นหาในพื้นที่ท้องทะเลฝั่งออสเตรเลีย ไม่ได้ทำให้ญาติทุกคนของเหยื่อ 239 ราย สิ้นหวัง บางรายประกาศระดมทุนเพื่อค้นหากันเอง เพราะเชื่อว่า ผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่นอน...
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางดึกวันที่ 8 มีนาคม 2557 เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ทะยานออกจากท้องฟ้าสนามบินกัวลาลัมเปอร์ เวลา 00.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนหายไปจากจอเรดาร์ ณ ขอบแดนน่านฟ้าของเวียดนาม เวลา 01.22 น. ช่วงนั้นยังไม่มีใครรับรู้ข้อมูลการหายไป จนกระทั่งเวลา 01.38 น. หอการบินของเวียดนามส่งเสียงเตือนถามมาว่าเที่ยวบินลำนี้ ทำไมไม่เข้ามาตามเวลาการบินปกติ ?
วินาทีนั้นฝั่งมาเลเซียคิดว่าเครื่องบินตกลงในทะเลจีนใต้ หลังพยายามติดต่อผ่านเรดาร์ทั่วท้องฟ้าบริเวณนั้นเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ไม่พบร่องรอยเครื่องบินลำนี้ หอการบินมาเลเซียตัดสินใจยืนยันการสูญหายเวลา 02.40 น.
จากนั้นหน่วยกู้ภัยและทีมค้นหาเครื่องบินสูญหายไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศผนึกกำลังลาดตระเวนทั่วทะเลจีนใต้ เฉพาะกองทัพไทยมีการระดมเครื่องบิน 22 ลำ และเรือจำนวนหลายลำเข้าช่วยค้นหาทันที
จำนวนผู้โดยสารและลูกเรือ 15 สัญชาติ จำนวน 239 คน ประกอบด้วย จีน 152 คน มาเลเซีย 50 คน อินโดนีเซีย 7 คน ออสเตรเลีย 6 คน อินเดีย 5 คน ฝรั่งเศส 4 คน สหรัฐอเมริกา 3 คน แคนาดา อิหร่าน นิวซีแลนด์ ยูเครน ประเทศละ 2 คน ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ไต้หวัน ประเทศละ 1 คน
ช่วงแรกทีมกู้ภัยทั้งทางน้ำและทางอากาศเน้นลาดตระเวนพื้นที่อ่าวไทยและทะเลจีนใต้ ผ่านไปไม่กี่วันรัฐบาลมาเลเซียออกมาเปิดเผยข้อมูลใหม่ว่า เรดาร์สอดส่องพบ เอ็มเอช 370 บินย้อนกลับไปทางทะเลอันดามัน และมุ่งเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียใต้ ใกล้ชายฝั่งประเทศออสเตรเลีย
ช่วงแรกทุกฝ่ายเชื่อว่า สาเหตุมาจากเครื่องบินเกิดอุบัติเหตุตกลงทะเล หรืออาจมีกลุ่มก่อการร้ายไฮแจ็คจี้เครื่องบิน แต่เมื่อเวลาผ่านอีกระยะยิ่งค้นหายิ่งเข้าถึงทางตัน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แบบฟันธงว่า นี่คือครั้งแรกของประวัติศาสตร์โลกที่เครื่องบินลำหนึ่งหายสาบสูญไป โดยไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงกับเหตุผลอะไรได้เลย มีเพียงคำพูดปริศนาประโยคสุดท้ายของกัปตัน “ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์" "Good night Malaysian three seven zero” หรือ “ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซียน 370”
หลังจากคำพูดนี้จบลง เครื่องมือสื่อสาร “เอคาร์” ซึ่งใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องบินกับศูนย์ภาคพื้นดินก็ถูกปิดสวิตช์ไป พร้อมกับการปิดคลื่นความถี่ “ทรานสปอนเดอร์” ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สำหรับเจ้าหน้าที่หอควบคุมการจราจรการบินสามารถพูดคุยติดต่อกับกัปตันได้
ความลึกลับเริ่มจากจุดนี้ เพราะหากเป็นกรณีอุบัติเหตุ สภาพอากาศเลวร้ายหรือถูกผู้ร้ายจี้เครื่องบินทั่วไป กัปตันจะพยายามใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อแจ้งเหตุฉุกเฉินมายังหอการบินใกล้เคียง แต่เที่ยวบินลำนี้เครื่องมือสื่อสารถูกปิดโดยฝีมือใครสักคน!?!
ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาเครื่องบินวิเคราะห์ “ทฤษฎีความน่าจะเป็น” ที่เอ็มเอช 370 สูญหายไป โดยตั้ง 5 สมมุติฐานด้วยกัน ได้แก่
1.“นักบินไฮแจ็คเครื่องบินตัวเอง” จากการค้นข้อมูลส่วนตัวของกัปตัน “ซาฮารี อาห์หมัด ซาห์” พบเครื่องฝึกบินจำลอง (flight simulator) ในบ้าน และพบร่องรอยการใช้เพื่อฝึกความเชี่ยวชาญของ “เส้นทางฆ่าตัวตาย” เหนือมหาสมุทรอินเดีย แต่บางข้อมูลพบเพียงว่า เขาเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย มีสุขภาพจิตปกติ ไม่มีปัญหาความเครียดครอบครัว และไม่ได้ใช้ชีวิตผิดปกติไปจากคนทั่วไป
2.“ระบบเครื่องบินขัดข้อง-ไฟไหม้” แนวโน้มเครื่องบินสูญหายนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องบินตกหรือเกิดอุบัติเหตุ มีความเป็นไปได้ว่าเครื่องยนต์โบอิ้งลำนี้มีปัญหาหรือขัดข้อง ทำให้จมดิ่งลงทะเลลงไปทั้งลำ จึงไม่พบเศษชิ้นส่วนลอยในทะเล
3.“สินค้าลึกลับใต้ท้องเครื่องบิน” เช่น พบรายการสินค้าบรรทุกใต้ท้องเครื่องบิน “มังคุด 4,000 กิโลกรัม” หรือ 4 ตัน ทั้งที่ช่วงนั้นไม่ได้เป็นฤดูการผลิตผลไม้ชนิดนี้ และไม่สามารถหาหลักฐานได้ว่ามาจากสวนหรือฟาร์มแห่งใด
4.“โดน “ซีไอเอ” จารกรรม” กลุ่มนี้เชื่อว่ามีองค์กรระดับใหญ่ของอเมริกาอยู่เบื้องหลัง อาจซ่อนไว้ที่ฐานทัพอเมริกา “ดิเอโก การ์เซีย” บริเวณมหาสมุทรอินเดีย สอดคล้องกับหลักฐานที่เครื่องบินเลี้ยวกลับ ผิดไปจากเส้นทางการบินปกติ และหายไปอย่างลึกลับหลังปิดเครื่องมือสื่อสาร
5.“โจรไฮแจ็ค-สลัดอากาศ” มีบางฝ่ายเข้าจู่โจมห้องกัปตัน หรือบังคับให้เครื่องดิ่งลงทะเลหรือนำไปหลบซ่อนในหมู่เกาะห่างไกล เนื่องจากมีหลักฐานเกี่ยวกับผู้โดยสารชาวอิหร่าน 2 คน ใช้พาสปอร์ตปลอมจากประเทศไทย
ล่าสุด มีรายงานสมมุติฐานใหม่ว่า เครื่องบินลำนี้อาจมี “ผู้โดยสารพิเศษ” เข้าไปอยู่ในห้องนักบินด้วย เนื่องจากสืบพบรายชื่อผู้อยู่บนเครื่องบินลำนี้ 239 คนนั้น แบ่งเป็นรายชื่อลูกเรือ 12 คน กับผู้โดยสารอีก 227 คน แต่ข้อมูลเอกสารบางชิ้นแสดงให้เห็นว่ามีรายชื่อผู้โดยสาร “228 คน” หมายความว่ามีผู้โดยสารปริศนา 1 คน ที่ไม่ได้รับการบันทึกไว้ !?!
ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบค้นหาเที่ยวบินลำนี้ วิเคราะห์ว่า จุดที่เครื่องบินน้ำมันหมดและตกลงไปคือ บริเวณใกล้ชายฝั่งออสเตรเลีย แต่หลังจากค้นหาต่อเนื่องกว่า 2 ปี ในที่สุดวันที่ 17 มกราคม 2560 รัฐบาลออสเตรเลีย มาเลเซียและจีน ซึ่งเป็นเจ้าภาพ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า
“ทีมค้นหาตัดสินใจปิดฉากการค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370 แล้ว หลังปฏิบัติการครอบคลุมพื้นที่ 1.2 แสนตารางกิโลเมตร ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ใช้เวลาเกือบ 3 ปี ด้วยงบประมาณ 5,600 ล้านบาท หรือ 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สรุปได้ว่า ซากของเครื่องบินลำนี้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ค้นหา อาจอยู่ด้านเหนือขึ้นไปอีก แต่ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะขยายภารกิจค้นหาออกไป"
นับเป็นการค้นหา “เครื่องบินหาย” ที่แพงสุดในประวัติศาสตร์ เปรียบเทียบกับสถิติที่เคยบันทึกไว้ คือ “แอร์ฟรานซ์ 447” ที่บินจากบราซิลไปกรุงปารีส แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยขณะบินอยู่เหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ในวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ตอนนั้นใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาท หรือ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อค้นหา สุดท้ายก็เจอซากเครื่องบินลำดังกล่าว
ระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมานั้น ผู้คนทั่วโลกพยายามช่วยกันหาเศษซากเครื่องบินเอ็มเอช 370 มีหลักฐานเชื่อมโยงพบประมาณ 30 ชิ้น แต่มีเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ที่ทีมค้นหาของออสเตรเลียและมาเลเซียยืนยันว่าเป็นเศษชิ้นส่วนของ “เอ็มเอช 370" ได้แก่
ชิ้นที่ 1 พบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 เป็นชิ้นส่วน “แฟล็ปเพอรอน“ (flaperon) หรือส่วนปีกของเครื่องบิน ถูกพบบน “เกาะเรอูนียง” ชิ้นที่ 2 พบในเดือนพฤษภาคม 2559 เศษชิ้นส่วนด้านในของชายปีก (wing fragment) ที่ประเทศมอริเชียส ส่วนชิ้นสุดท้าย ยืนยันเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ที่เกาะเพมบา เป็นเศษชิ้นส่วนของปีกเช่นกัน (wing flap)
อย่างไรก็ตาม การยืนยันเศษชิ้นส่วนทั้ง 3 ชิ้นนั้น ไม่ได้ทำให้ญาติทั้งหมดเชื่อว่าเครื่องบินลำนี้ดำดิ่งตกทะเลไปแล้ว หลายครอบครัวยืนยันว่าเครื่องบินลำนี้ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้
5 มีนาคม ที่ผ่านมา กรุงกัวลาลัมเปอร์จัดงานรำลึกถึงเครื่องบินลำนี้ โดยเครือญาติประกาศระดมเงิน 500 ล้านบาท เพื่อค้นหาเครื่องบินปริศนาลำนี้กันเอง และจะเริ่มทันทีหากได้หลักฐานที่แน่ชัดว่า ใครเอาไปซ่อนหรือไปตกหายที่ไหนกันแน่ ?
มีบางฝ่ายตั้งคำถามว่า หากเงินจำนวน “5,600 ล้านบาท” ไม่ได้ถูกนำไปใช้ค้นหาเครื่องบินลำนี้ แต่ถูกนำไปมอบให้ครอบครัวเหยื่อทั้ง 239 ราย พร้อมกับลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีติดตามเครื่องบินพาณิชย์ อาจได้ประโยชน์มากกว่าหรือไม่?
แต่หน่วยงานที่โดนเสียดสีมากที่สุด คือ “องค์การนาซา” เนื่องจากใช้งบประมาณลงทุนสร้างกล้องสุดยอดเทคโนโลยีและสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาล จนค้นพบ “ระบบดาวแทรพพิสต์ 1” (TRAPPIST-1) หรือดาวเคราะห์ 7 ดวงที่อยู่นอกจักรวาล แต่ “นาซา” กลับไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ค้นหาเครื่องบินแค่ 1 ลำ ที่หายอยู่ในโลกมนุษย์ใบนี้ !?!
( ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 13 มีนาคม )



