ข่าว

"ประยุทธ์"ชี้สังคมเชื่อซื้อขาย"หุ้นชินฯ"ไม่สุจริต

"ประยุทธ์"ชี้สังคมเชื่อซื้อขาย"หุ้นชินฯ"ไม่สุจริต

17 มี.ค. 2560

"นายกฯ"ชี้สังคมเชื่อซื้อขาย"หุ้นชินคอร์ป"ไม่สุจริต ยันเลี่ยงภาษี ซัดใช้ช่องว่างกม. เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ยันไม่ใช่ม.44 จี้กรมสรรพากรทำให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนมี.ค.


         17 มี.ค. 60 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งถึงกรณีการประเมินภาษี จากการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ก็ไปดูกันว่าหลักการคืออะไร หลักการที่ฝ่ายกฎหมายเขาประชุมร่วมกันมาก็สรุปว่าต้องดูก่อนว่าเป็นการโอนและซื้อขายหุ้น ที่กระทำโดยสุจริตหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานั้นศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่า มีการโอนกันหลายทอดมีเจตนาที่แยบยล แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมาย จนมีผลกำไรทุกแล้วก็วันนี้ สังคมเองก็เชื่อว่าไม่สุจริต เพราะเป็นการเลี่ยงภาษี  
          "การใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ประเทศชาติเสียรายได้ ในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจ มีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของชาติโดยรวมนั้น จึงต้องมีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่าบุคคลทั่วไปนะครับ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นสมควรแล้วหรือไม่ก็ไปพิจารณากันมา เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้กันให้ถูกต้อง ถ้าหากว่าเราพบว่าไม่สุจริตแล้ว ก็ต้องสร้างมาตรฐานเดียว ก็คือ การบังคับใช้กฎหมายตามปกติ เหมือนกับนิติบุคคลอื่นๆ ที่มีการซื้อขายหุ้น แล้วต้องเสียภาษี ตามกฎหมาย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การดำเนินการในเรื่องนี้มีความอ่อนไหว จะต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ขัดหลักนิติธรรม และตนไม่ให้ใช้มาตรา 44  ในการที่จะขยายเวลา ขยายอายุความแต่ประการใด ยังคงเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ ในการประเมินภาษีจากเจ้าของหุ้นที่แท้จริง โดยตรง ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวการที่ย่อมต้องมีความผูกพันต่อการกระทำของตัวแทนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ
          "กรมสรรพากร ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายต่อไป ได้แก่ การประเมินภาษีก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โดยกระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกขั้นตอน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับหน่วยงานราชการอื่นๆ และก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยผู้ถูกประเมินภาษีก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน เป็นวิธีการปกติ แล้วก็ไปต่อสู้ในศาล สุดท้ายการที่จะเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาล ทุกอย่างต้องเกิดชัดเจนขึ้น รัฐบาลไม่สามารถจะช่วยใคร เข้าข้างใครได้ทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของของกระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อได้ข้อยุติมาแล้ว ตัดสินออกมาแล้ว ทุกคนก็ต้องเชื่อถือ เชื่อมั่น เคารพการตัดสินของศาล อย่าเอ๊ะอะโวยวายกันอีเพราะผมนำเข้าพิจารณาแล้ว ไม่งั้นศาลก็เสียหาย กระบวนการยุติธรรมเสียหายเข้าไปอีก อันนี้ก็ขอให้ใช้เหตุใช้ผล อย่าใช้ความรู้สึก ดูแลจากข้อกฎหมายด้วย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว