
ก้าวสำคัญ ชี้อนาคตไทยแลนด์ 4.0
โดย - โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ
"อีกหน่อยคนที่ลงสนามบินอู่ตะเภาก็สามารถต่อรถไฟความเร็วสูงเข้ากรุงเทพฯ ได้ภายใน 45 นาที และเชื่อมต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง”
ประโยคนี้ หาใช่เส้นทางสายฝัน หากโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้นได้ในกำหนดเวลา 5 ปีข้างหน้า
ด้วยงบประมาณลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท กับ 10 อุตสาหกรรมในอนาคต ทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยจะมีอีอีซีเป็นเครื่องจักรหลักเข้ามาขับเคลื่อนแทนที่อีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เคยพลิิกโฉมประเทศจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมใหม่เมื่อ 30 ปีก่อน
หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาความล้าหลังทางอุตสาหกรรมอย่างหนัก ทั้งเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ที่พ้นยุคเลยสมัย ขณะที่อีกหลายประเทศทั่วโลกก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยสินค้านวัตรกรรม ระเบียงเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้น ด้วยแรงผลักจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะพลิกประเทศ ด้วยการดึงการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตยังไม่มีในไทย หรือเป็นอุตสาหกรรมเดิมที่ไทยต่อยอดได้
ในห้วงทศวรรษนี้ มีเสียงพูดกันถึง “ซิลิคอน วัลเลย์” หรือเมืองอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นแหล่งรวมของต้นธารนวัตกรรม อย่างที่ “สตีฟ จ็อบส์” และบริษัทของเขา เคยลงหลักปักฐานให้แก่แอปเปิ้ล แน่นอนว่า ไม่ช้านาน แวดวงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยก็จะได้เห็นมันเกิดขึ้นในอีอีซี ภายใต้การส่งเสริมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมดิจิทัล ฯลฯ
เฉกเช่นกับที่ เท็กซัส อินสทรูเมนท์ ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไมโครชิพแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบแสดงให้โลกประจักษ์มาแล้วว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้นมาจากมันสมองและนวัตกรรม หาใช่การผลิตสินค้าชิ้นใหญ่ ที่ประเทศอุตสาหกรรมแถวหน้าส่งออกไปผลิตนอกประเทศแทนด้วยตราประทับท้ายเครื่อง เมดอินไชน่า เมดอินมาเลเซีย เมดอินเวียดนาม ฯลฯ
3 จังหวัดภาคตะวันออก อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งมีพื้นที่เกษตรกรรมปลูกผลไม้แห่งใหญ่ของประเทศ ก็จะถูกสร้างให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ
นั่นเป็นเพียงตัวอย่างของอีกหลายๆ โครงการที่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เมื่อระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเดินเครื่องเต็มฝีจักร ด้วยการผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย สาขายานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวในกลุ่มรายได้สูงและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร
อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวจะเดินหน้าไปไม่ได้ ถ้าหากโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ในเดือนมีนาคมนี้ จึงเป็นระยะเวลาที่กระชั้นรัดตัวเข้ามา ที่จะต้องผลักดัน 5 โครงการพื้นฐานให้เกิดขึ้นเสียก่อน
เรื่องแรก โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่จะต้องทำให้เห็นหน้าเห็นหลังกันในเวลา 5 ปี โดยมีเป้าหมายคือ รองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 15 ล้านคน และ 60 ล้านคน ในอีก 15 ปีข้างหน้า
โครงการต่อมา เป็นที่รับรู้กันมามากพอสมควร สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เงินลงทุน 158,000 ล้านบาท ไฮสปีดเทรนสายนี้เสมือนใยแมงมุมที่จะเชื่อมต่อ 3 สนามบินพาณิชย์เข้าด้วยกัน อู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง
โครงการลำดับ 3 พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังวงเงิน 88,000 ล้านบาท ตามด้วย รถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าระบบราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท
สุดท้าย โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่และการจัดรูปที่ดิน
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ มีมติเห็นชอบหลักการแผนพัฒนาอีอีซี ปี 2560-2564 ประกอบด้วย 12 กลุ่มย่อย 173 โครงการ มูลค่า 7 แสนกว่าล้านบาท
ขณะเดียวกันได้เห็นชอบโครงการสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการในปี 2560 จำนวน 48 โครงการ วงเงินรวม 6,992.67 ล้านบาท โดยให้หารือรายละเอียดกับสำนักงบประมาณเพื่อของบกลางจากปีงบประมาณ 2560 ส่วนแผนการลงทุนในปี 2561 อยู่ระหว่างรวบรวมและประสานกับหน่วยงานต่างๆ แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีโครงการในกลุ่มอีอีซีของบประมาณบูรณาการในปี 2561 ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท “สำหรับปี 2560 ได้เร่งรัดโครงการต่างๆ ให้เริ่มได้เร็วขึ้น เพื่อให้เห็นผลภายใน 3 ปี จึงคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบเพิ่มประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท
นี่คือก้าวสำคัญ ลำดับต้นๆ ที่จะพิสูจน์อนาคตของประเทศไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าว่า สามารถก้าวข้ามจากประเทศอุตสาหกรรมที่กำลังล้าหลังสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้จริงหรือไม่



