ข่าว

บินตรงจากสวีเดนมาถวายสักการะพระบรมศพ

บินตรงจากสวีเดนมาถวายสักการะพระบรมศพ

17 มี.ค. 2560

อยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องกลับมาถวายความอาลัย ในหลังรัชกาลที่ 9

บินตรงจากสวีเดนมาถวายสักการะพระบรมศพ

          วันที่ 17 มีนาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เวลา 04.50 น. เป็นวันที่ 135 ว่าในช่วงเช้ามีฝนตกหนัก แต่พอสายกลับมีสภาพอากาศร้อนระอุ แต่กระนั้นประชาชนจากทั่วสารทิศก็ยังคงเดินทางต่อแถวเข้าถวายสักการะอย่างไม่ขาดสาย

บินตรงจากสวีเดนมาถวายสักการะพระบรมศพ

          นางยุรดา โนโดชานิ อายุ 39 ปี ชาวไทยที่ไปใช้ชีวิตในประเทศสวีเดนนาน 3 ปี เผยว่า ตั้งใจเดินทางกลับมาเมืองไทยครั้งนี้เพื่อกราบสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 โดยเฉพาะ เนื่องจากเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตัวเองไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ วันนี้ได้มีโอกาสมากราบรู้สึกดีใจและเสียใจที่ท่านจากไป แม้อากาศร้อนก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะเรามาด้วยใจ และคนอื่นๆ ก็ยังอดทนได้ ตอนที่ทราบข่าวว่าท่านเสด็จสวรรคตตอนนั้นยังไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้รับทราบข่าวจากทีวีโกลบอล เน็ตเวิร์ค และญาติๆ แจ้งข่าวมาให้ทราบ โดยส่วนตัวได้ยึดหลักคำสอนของพระองค์ท่านมาตลอดทั้งเรื่องการรู้จักหน้าที่ของตัวเองและการเป็นคนดีของสังคม เพราะตลอดชีวิตเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็ก เห็นท่านถืออุปกรณ์เครื่องมือเสด็จฯ ไปยังสถานที่ทุรกันดารต่างๆ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถทำเหมือนพระองค์ได้

          ขณะเดียวกันสามีชาวสวีเดนก็รู้จักในหลวง ร.9 ผ่านการบอกเล่าของตัวเอง จากตอนแรกที่เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนไทยถึงรักพระองค์ท่าน แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเขาได้เห็นคนไทยมารวมตัวกัน แสดงความอาลัยต่อพระองค์ อีกทั้งในหลวง ร.9 ไม่ได้ทรงเป็นที่รู้จักเฉพาะคนไทย แต่ต่างชาติก็รู้จักพระองค์กันทั่วโลก เพราะไม่มีพระมหากษัตริย์ประเทศใดเหมือนกับพระองค์ท่านอีกแล้ว จนสามีได้เอ่ยบอกว่าอยากมากราบพระบรมศพด้วยโดยจะสลับกันให้ตัวเองกลับไปก่อนแล้วเขาก็จะเดินทางมาเมืองไทย

บินตรงจากสวีเดนมาถวายสักการะพระบรมศพ

         ด้านนายสมควร เหล่าเขตกิจ ข้าราชการบำนาญครู วัย 60 ปี เปิดเผยภายหลังกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ว่า ตัวและญาติจำนวน 12 คนลงขันคนละ 300 บาทเพื่อใช้เป็นค่าเช่ารถตู้ จากได้เดินทางจาก อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ตั้งแต่เวลา 02.00 น. มาถึงบริเวณท้องสนามหลวงเวลา 05.00 น. สำหรับตัวเองนั้นเดินทางมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว แต่ญาติๆและหลานๆ ยังไม่เคยเดินทางมา ช่วงนี้ถือ เป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากมีประชาชนเดินทางไม่เยอะเหมือนเมื่อก่อน ส่วนเด็กๆ ก็ปิดเทอมแล้ว จึงอยากให้เด็กๆได้มาเห็นบรรยากาศ เพราะเดิมทีพวกเขาได้ แต่นั่งเฝ้าจอทีวีคอยดูบรรยากาศการสักการะพระบรมศพทุกวันว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พวกเด็กๆ ก็ดีใจและตื่นเต้นมาก

          “ในหมู่บ้านของเราส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์ ทำไร่และทำสวน ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด ตอนแรกก็ไม่รู้จักคำว่าพอเพียงว่าคืออะไร ทำให้ผลผลิตได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่เราก็ลองผิดลองถูกมาตลอด จนเข้าใจคำว่าพอเพียงเป็นอย่างไร ซึ่งไม่ได้หมาย ถึงเพียงการเกษตรยังชีพอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วย จนปัจจุบันชาวบ้านก็ประสบความสำเร็จทางการเกษตรและลูกหลานก็หัน มาเป็นเกษตรกร ส่วนตัวเองเคยเป็นข้าราชการครูมาก่อน ขณะที่เป็นครูนั้นตนก็ได้น้อมนำคำสอนมาใช้ในชีวิตเสมอ อย่างขณะเป็นครูก็พยายามสั่งสอนลูกศิษย์ ให้รู้จักโครงการพระราชดำริของท่าน เด็กๆ บางคนก็ทำตาม เช่น การใช้ยาสีฟันจนหมดหลอด และแม้ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานในสายอาชีพครูแล้ว แต่ความเป็นครูก็ยังคงอยู่ ดังในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงเป็นครูของประชาชนเสโดยใช้ประสบการณ์จากชีวิตข้าราชการมาสอนเด็กๆในหมู่บ้านและลูกหลานของตน” ข้าราชการ บำนาญครู กล่าว นางศิริพร สุดแก้ว อายุ 57 ปี อาชีพค้าขาย และเกษตรกร ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า เช่ารถตู้เดินทางมาพร้อมกับญาติๆ โดยเดินทางออกจากบ้านช่วงตี 3 และได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเสร็จประมาณ 7 โมงเช้า สำหรับตนเพิ่งจะมีโอกาสเดินทางมาเป็นครั้งแรก ส่วนญาติบางคนมาเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งถ้ามีโอกาสอีกเมื่อไหร่พวกเราก็จะชวนกันเดินทางมากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกอย่างแน่นอน "วันนี้ได้มีโอกาสมากราบพระองค์ท่านรู้สึกปลื้มใจมาก เพราะอยากมานานแล้ว ซึ่หลังจากที่ท่านเสด็จสวรรคตตนตั้งใจใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายความอาลัยให้ครบ 1 ปี พวกเรารักในหลวง ร.9 มาก เพราะหลังจากที่ท่านเสด็จสวรรคตแล้วจึงรู้ชัดว่าพระองค์ทำทุกอย่างเพื่อพวกเรา เพื่อประชาชนคนไทยเยอะมากตลอดระยะเวลา 70 ที่ทรงครองราช ซึ่งที่บ้านนอกจากมีอาชีพขายของตามตลาดนัดแล้ว ก็กำลังเร่ิมทำการเกษตร ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งพื้นที่ปลูกกล้วย ปลูกผักผลไม้ เลี้ยงปลา ปลูกทุกอย่างที่กิน เหลือก็จะนำไปขายตามตลาดนัด โดยอาศัยน้ำจากโครงการแก้มลิงสวนแตง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระองค์"