ข่าว

ถกหนักนิยาม“ระบบเกษตรพันธสัญญา-เกษตรกร ”

ถกหนักนิยาม“ระบบเกษตรพันธสัญญา-เกษตรกร ”

16 มี.ค. 2560

"สนช."ถกหนักนิยาม“ระบบเกษตรพันธสัญญา-เกษตรกร” หลังกมธ.ตัดจำนวน 10 รายที่กำหนดทำสัญญากับเอกชน ชี้เป็นการทำลายกฎหมาย  สุดท้ายมติสนช.ให้กลับสู่ร่างเดิม

 

          16 มี.ค. 60 - ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พศ....ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นประธาน  โดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ กำหนดขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายให้ใช้เฉพาะการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยได้มีการกำหนดคำนิยาม”ระบบเกษตรพันธสัญญา” ให้หมายถึงเฉพาะระบบการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรประเภทเดียวกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรฝ่ายหนึ่งกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตั้งแต่สิบ 10 รายขึ้นไป หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ   ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาขึ้น มีรมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อครม. กำหนดรูปแบบของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งการประกอบธุรกิจหรือการเลิกประกอบธุรกิจต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้เกษตรกรทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา  

          นอกจากนี้ยังกำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยห้ามมิให้คู่สัญญาชะลอ ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาจนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหาย กระทำการใด ๆ  ให้คู่สัญญาอีกฝ่ายได้รับความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดลงแล้ว หรือทำข้อตกลงเพิ่มเติมหรือแก้ไขสัญญาเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับความเสี่ยงภัย รับภาระ หรือมีหน้าที่เพิ่มเติมโดยไม่มีค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ในส่วนของบทกำหนดโทษโดยกำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาทสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรซึ่งไม่แจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ไม่แจ้งการยกเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือไม่จัดทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนก่อนการทำสัญญา

             กำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน รวมทั้งในกรณีที่ผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญาใดก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน อันเนื่องมาจากการใช้ปัจจัยการผลิตหรือกระบวนการผลิต ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกำหนด ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าผลกระทบนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือเป็นการกระทำของเกษตรกรที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน กำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาทสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ซึ่งดำเนินการใด ๆ เพื่อให้การทำสัญญาไม่เข้าลักษณะของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ทั้งนี้ร่างดังกล่าวจะคุ้มครองเกษตรกรและเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรได้ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีความเป็นสากลและสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกหลายคนได้ให้ความสนใจกรณีกรรมาธิการกำหนดไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับแก่การระงับข้อพิพาทในระบบเกษตรพันธสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งสมาชิกไม่เห็นด้วย เพื่อต้องการให้กระบวนการยุติธรรมมาช่วยเกษตรกร นอกจากนี้ในเรื่องคำนิยาม”ระบบเกษตรพันธสัญญา” ที่กรรมาธิการได้มีการตัดคำว่า บุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตั้งแต่สิบ 10 รายขึ้นไป หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ และคำนิยามคำว่า”เกษตรกร” ที่กรรมาธิการตัดคำว่า ธรรมดา ซึ่งสมาชิกอภิปรายไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ โดยคุณพรทิพย์ จาละ สนช. อภิปรายว่า สัญญาที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาทางธุรกิจ เป็นสัญญาทางแพ่งที่เอกชนทำสัญญากับเกษตรกรที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่หากมีปัญหารัฐก็อาจเข้าไปแทรกแซง โดยในกรณีนี้ไม่เข้าใจว่า ทำไมกรรมาธิการจึงได้ตัดจำนวนออกไป และบุคคลธรรมดาที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการในการคุ้มครองเกษตรกร การกำหนดจำนวน 10 รายก็เพื่อคุ้มครองเกษตรและสร้างอำนาจการต่อรองกับเกษตรกรที่จะมีการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดาจำนวน 10 สัญญา  ซึ่งการตัดคำนิยามเพียงคำเดียวก็เท่ากับการแก้กฎหมายทั้งฉบับ  ซึ่งสมาชิกหลายคนก็อภิปรายสนับสนุนและเห็นตรงกันโดยระบุว่า เป็นการทำลายกฎหมายเดิมไม่ได้เป็นการส่งเสริมหรือคุ้มครองเกษตร และจะกระทบไปยังมาตราที่เหลืออยู่ ซึ่งได้มีสมาชิกได้เสนอให้มีการปรับแก้ไขให้เหมาะสมก่อนที่จะลงมติภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น

          ขณะที่กรรมาธิการ ชี้แจงว่า ได้มีการเชิญเกษตรหลายรายที่มีปัญหาเรื่องสัญญา ซึ่งเกษตรกรก็เห็นด้วยกับการแก้ไข และร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องสัญญาเท่านั้นแต่หมายรวมถึงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม การส่งเสริม ฯซึ่งไม่จำเป็นต้องมีจำนวน 10 ราย 1 รายที่มีศักยภาพก็สามารถทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจได้ หลังจากอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่กำหนดไม่ให้นำบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับแก่การระงับข้อพิพาทในระบบเกษตรพันธสัญญา ด้วยคะแนน 191 ต่อ 33 เสียง   และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขคำนิยาม” ระบบเกษตรพันสัญญา” ด้วยคะแนน 195 ต่อ 30 โดยให้กลับไปสู่ร่างเดิม ทั้งนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการพิจารณาเรื่องนี้กว่า 1 ชั่วโมง จากนั้นมีสมาชิกได้เสนอให้กรรมาธิการถอนร่างดังกล่าวไปทบทวนในมาตราที่เหลือเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ประชุมเกี่ยวกับคำนิยามก่อนนำมาเสนอต่อที่ประชุมใหม่ ซึ่งกรรมาธิการและที่ประชุมเห็นด้วย จากนั้นนายสุรชัย ในฐานะประธาน ได้สั่งพักการประชุมเวลา 21.26 น.