ข่าว

กฟผ.ลุ้นทบทวนแผนพีดีพี   เปลี่ยนใช้สำรองรายภาคแทน

กฟผ.ลุ้นทบทวนแผนพีดีพี  เปลี่ยนใช้สำรองรายภาคแทน

16 มี.ค. 2560

โดย - โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ

        นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.พร้อมทบทวนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ(พีดีพี)ปี 2558-2579 หากได้รับนโยบายจากกระทรวงพลังงาน โดยการทบทวนแผนพีดีพีในครั้งนี้ กฟผ.จะเสนอไปยังสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ให้พิจารณายกเลิกการกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าตามเกณฑ์มาตรฐาน 15% ของกำลังผลิตทั้งประเทศ เพราะทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกำลังการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ซึ่งควรใช้รูปแบบกำหนดพลังงานสำรองไฟฟ้าเป็นรายภาคแทน โดยพิจารณาตามสภาพการใช้ไฟฟ้าและกำลังการผลิตจริงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เห็นถึงความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในแต่ละพื้นที่              นอกจากนี้ การทบทวนแผนพีดีพี จะต้องกำหนดปริมาณสำรอง(แบล็คอัพ)พลังงานทดแทนให้ชัดเจน เพราะหากไม่แยกพลังงานทดแทนออกมาจากพลังงานหลัก จะทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้ารวมของประเทศสูงเกณฑ์มาตรฐาน อีกทั้งพลังงานทดแทนยังเป็นเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถพึ่งพาได้ 100% และพลังงานทดแทนในแต่ละพื้นที่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าต่างกัน นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า การพิจารณาปรับเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนของ กฟผ.จาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ ตามนโยบายของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด) กฟผ. ที่ต้องการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้น หากได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงาน สัดส่วนผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะถูกบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีที่มีการทบทวนใหม่ครั้งนี้

            นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า หากกระทรวงพลังงาน อนุมัติเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็น 2,000 เมกะวัตต์ จะทำให้สัดส่วนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เพิ่มขึ้น 5% มาอยู่ที่ระดับ 42% จากปัจจุบันอยู่ที่ 37% แต่การจะรักษาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่ 50% เป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบันภาคเอกชนให้ความสนใจการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นและมีการแข่งขันสูงขึ้น ทั้งนี้ ในอนาคตพลังงานทดแทนจะเข้ามาเสริมพลังงานหลักมากขึ้น แต่มีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาพลังงานทั้ง 2 รูปแบบไปคู่กัน เพราะพลังงานทดแทนยังมีข้อจำกัดเรื่องความเสถียรในการผลิตไฟฟ้าแต่เชื่อว่าในอีก5 ปีข้างหน้า การพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์)ที่มีระบบกักเก็บสำรอง(แบตเตอรี่) จะถูกลงมาก และมีราคาใกล้เคียงกับพลังงานหลัก