ข่าว

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

15 มี.ค. 2560

ประชาชนจากทั่วประเทศเข้าถวายความอาลัย เป็นวันที่ 133 ท่ามกลางแดดร้อนตลอดทั้งวัน

      อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

     สำหรับบรรยากาศในการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ซึ่งวันนี้ (15 มีนาคม) เปิดให้ประชาชนจากทั่วประเทศเข้าถวายความอาลัย เป็นวันที่ 133 โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้ตั้งเวลา 04.50 น. แม้แสงแดดจะแผดรังสีความร้อนตั้งแต่ช่วงเช้า แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของประชาชนที่เดินทางมาจากทั่วประเทศลดน้อยลง บางคนเตรียมหมวกเตรียมร่มมาใช้ปกป้องความร้อนของตัวเอง

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

นางสุดชาฎา ศรประสิททธิ์

      นางสุดชาฎา ศรประสิททธิ์ อายุ 54 ปี ชาวจังหวัดสงขลา อาชีพรับราชการ กล่าวว่า เดินทางโดยเครื่องบินเที่ยวแรกของวันนี้ และมาถึงสนามหลวงตอน 9 โมงเช้า เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้มาสักการะพระบรมศพ หากแต่ความรู้สึกก็ไม่ต่างจากครั้งแรก คือเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มใจภูมิใจ และได้อธิษฐานเบื้องหน้าพระบรมโกศว่า ขอให้ได้เกิดมาเป็นข้ารองบาทของในหลวง ร.9 ทุกชาติไป ตัวเองในฐานะที่เป็นข้าราชการ ซึ่งเป็นข้าของพระราชามีหน้าที่รับใช้ถวายงานดูแลทุกข์สุขแทนพระราชา ยึดหลักทำงานเพื่อความสุขและผลประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นที่ตั้ง อีกทั้งทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต ใช้ชีวิตให้มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองมี

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

น.ส.ลักษิกา ลิมปนะสุคนธ์ (ที่ 2 จากซ้าย)

      ถือวันดีวันคล้ายวันเกิดตัวเอง น.ส.ลักษิกา ลิมปนะสุคนธ์ วัย 38 ปี พาคุณแม่นางจุฑานุช แซ่ลิ้ม อายุ 68 ปี และน้องสาวอีกสองคน มาถวายสักการะพระบรมศพ เพื่อขอพรให้ชีวิตมีความสุขความเจริญในช่วงใหม่ของตัวเอง โดยเจ้าตัวเผยว่า เป็นครั้งที่สามแล้วที่มา แต่ทุกครั้งยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิมคือปลาบปลื้มและตื้นตันใจมากๆ จากที่อากาศร้อนๆ กลับรู้สึกเย็นสบายขึ้นมาทันทีเมื่อได้ขึ้นกราบบนพระที่นั่ง สำหรับตัวเองส่ิ่งที่น้อมนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตนั้น คงเป็นเรื่องความพอเพียง ซึ่งอาจจะไม่ได้พอเพียงตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มากนัก แต่เอาแค่ว่าอะไรที่จำเป็นหรือถ้าอยากได้ตัวเองจะหยุดคิดก่อนว่าเมื่อเสียเงินซื้อมาแล้วได้ใช้หรือเปล่า ถ้าคิดว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ก็จะชะลอไว้ก่อน กระทั่งเมื่อถึงความจำเป็นจริงๆ ก็จะตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ในส่วนของการทำงาน จะพยายามครองสติ สมาธิ เมื่อต้องประสบกับปัญหาให้มากที่สุด

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

น.ส.ศิราณี ศรีสมพร (ขวาสุด) และครอบครัว

     ด้าน น.ส.ศิราณี ศรีสมพร อายุ 30 ปี ชาวจังหวัดหนองคาย กล่าวทั้งน้ำตาคลอเบ้า เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศออสเตรเลียนาน 4 ปีแล้ว พอได้ทราบว่าในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต ก็ตั้งใจจะกลับมากราบตั้งแต่ช่วงแรกแต่เพราะติดเรียน กระทั่งวันนี้เดินทางกลับมาเมืองไทยพอลงเครื่องที่สุวรรณภูมิตอนเวลา 03.00 น. ก็เดินทางมาบ้านญาติในกรุงเทพฯ แล้วชวนกันมาเข้าคิวที่สนามหลวงเลย ได้เข้ากราบเมื่อเวลา 7 โมงเช้า รู้สึกดีใจมากที่ได้เดินทางมาแล้ว ขณะเดียวกันวันนี้ก็ส่งภาพบรรยกาศไปให้เพื่อนๆ ที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาพร้อมกันได้ดู ช่วงที่ขึ้นไปกราบนั้นก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานให้พระองค์เสด็จสู่สรวงสวรรค์

       “ช่วงที่หนูอยู่บ้าน จ.หนองคาย พ่อกับแม่มีอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ และเลี้ยงปลาขาย ขณะที่หนูเรียนมหาวิทยาลัยในไทยก็ช่วยพ่อแม่เลี้ยงด้วย โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ ทุกวันนี้พ่อกับแม่ก็ยังเลี้ยงไก่ไข่และปลาขายอยู่ พอหนูเรียนจบได้ระยะหนึ่งจึงเดินทางไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่ก็ยังคงนำคำสอนของพระองค์ไปใช้ โดยเฉพาะเรื่องความเพียรและความขยันอดทน เพราะคนเราถ้าไม่มีความเพียร ไม่ขยัน ก็ไม่มีกิน หลังเลิกเรียนบ่าย 3 หนูจึงไปทำงานที่ร้านอาหารถึง 4 ทุ่ม เพื่อนำเงินมาเป็นค่าที่พัก” น.ส.ศิราณี กล่าว

อยู่ต่างประเทศทนความคิดถึงไม่ไหว ต้องรีบมากราบพระบรมศพ

      ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 14 มี.ค.หลังปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ในเวลา 21.10 น. มีจำนวนทั้งสิ้น 30,404 คน รวม 132 วัน มี 5,245,150 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 2,251,624 บาท รวม 131 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 439,714,558.59 บาท