
ศาลพิพากษา รอการกำหนดโทษ 2 ปี “จอน-สุภิญญา”-พวก บุกสภา
ศาลฎีกา พิพากษากลับจากยกฟ้อง เป็นให้รอการกำหนดโทษ“ จอน อึ้งภากรณ์ ” กับพวก 10 ราย องค์กรปชช.บุกสภา ขวาง สนช.พิจารณาร่าง กม.ปี 50
“ จอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.iLaw – กลุ่มองค์กรภาค ปชช. 10 ราย ” รอดคุก คดีบุกสภาปี 50 ค้าน สนช. ออกกฎหมายละเมิดสิทธิ ศาลฎีกา ชี้ การรวมตัวบุกเข้าสภาผิดกฎหมาย แต่ไม่เคยต้องโทษมาก่อน พฤติการณ์ไม่ถือสภาพความผิดร้ายแรง วัตถุประสงค์ต้องการคัดค้านกฎหมาย เข้าไปปราศจากอาวุธ ศาลปรานีให้โอกาสสั่งรอการกำหนดโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่ " จอน " ระบุ ทำด้วยเจตนาอยากเห็นความยุติธรรมในบ้านเมือง ไม่อยากเห็นสภาแต่งตั้ง เร่งออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพ
ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 15 มี.ค.60 เวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีบุกรัฐสภา หมายเลขดำ อ.4383/2553 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 67 ปี ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) , นายสาวิทย์ แก้วหวาน อายุ 54 ปี แกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 , นายศิริชัย ไม้งาม อายุ 56 ปี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และอดีตประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) , นายพิชิต ไชยมงคล อายุ 35 ปี, นาย อนิรุทธ์ ขาวสนิท อายุ 50 ปี , นายนัสเซอร์ ยีหมะอายุ 41 ปี , นายอำนาจ พละมี อายุ 49 ปี , นายไพโรจน์พลเพชร อายุ 60 ปี คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ,น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อายุ 51 ปี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อายุ 42 ปีกรรมการ กสทช. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1- 10 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา อันมิใช่กระทำในความหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่แสดงความคิดเห็นโดยปกติเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 362, 364, 365
โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.53 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่12 ธ.ค.50 จำเลย กับพวกหลายร้อยคน ได้มั่วสุม บริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา แล้วพวกจำเลยในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการกลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนหรือแกนนำม็อบ ได้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงมาจอดปิดทางเข้าออกรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้าออกไม่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ทำการรัฐสภา ทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย ต่อมาจำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้บุกอาคารรัฐสภาใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ จากนั้นได้ไปชุมนุมที่อาคาร 1 ชั้น 2 ที่ใช้เป็นที่ประชุม สนช. แล้วได้ร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดันจนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุม สนช. ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้เรื่องเจตนาว่าการกระทำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจะยื่นข้อเสนอเรียกร้องต่อ สนช.ที่เร่งรีบจะพิจารณากฎหมาย 11 ฉบับ
กระทั่งวันที่ 28 มี.ค.56 ศาลอาญา มีคำพิพากษาพิพากษาว่า ให้จำคุก 2 ปีและให้ปรับคนละ 9,000 บาท จำเลยที่ 1,2,3,4,7,8 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นผู้สั่งการ ตาม ม. 215 วรรคสาม
ส่วนจำเลยที่ 5,6,9,10 ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท ตาม ม. 215 วรรคแรก แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาจึงลดโทษให้ 1ใน 3 จึงจำเลยที่ 1,2,3,4,7,8 คนละ 1 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5,6,9,10 จำคุกคนละ 8 เดือน และให้ปรับจำเลยทั้งสิบคนละ 6,000 บาท แต่เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อนและกระทำนั้นเพื่อผลประโยชน์ของชาติ จึงเห็นควรให้รอลงอาญา จำเลยไว้คนละ 2 ปี
ต่อมาจำเลยทั้ง 10 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีว่า การเข้าไปในอาคารรัฐสภาและได้มีการปราศรัยต่อประชาชนนั้น เป็นการสื่อสารเพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์ของการชุมนุมที่จะคัดค้าน สนช.พิจารณากฎหมายและการชุมนุมแสดงความคิดเห็นก็ยังได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญด้วย โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พ.ย.57 กลับเป็นให้ยกฟ้อง เนื่องจากการกระทำของจำเลยไม่มีเจตนาตามฟ้อง ซึ่งการกระทำของจำเลย ต้องการคัดค้านว่าไม่ควรเร่งรีบออกกฎหมายที่สำคัญ ให้รอสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ออกกฎหมาย ขณะที่การเข้าไปในรัฐสภา ไม่ได้เข้าไปครอบครองอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นการแสดงจุดยืนยื่นข้อคัดค้านโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ขณะที่อัยการโจทก์ ยื่นฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย
ซึ่งวันนี้ นายจอน ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน iLaw จำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งหมดเดินทางมายังศาลอาญา เพื่อรับฟังคำพิพากษาฎีกา โดยมีคนใกล้ชิด มาให้กำลังใจเต็มห้องพิจารณาคดี
ทั้งนี้ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสิบและกลุ่มผู้ชุมนุม รวมตัวกันช่วงเช้ามืดที่ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา มีการปราศรัยปลุกเร้าผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมาย และผู้ชุมนุมใช้โซ่ล็อกประตูรัฐสภาจากด้านนอก แล้วใช้เหล็กครอบที่ปลายแหลมของรั้วรัฐสภาก่อนใช้บันไดพาดรั้วปีนเข้าไปภายใน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมการเข้าไปในรัฐสภาตั้งแต่ต้น โดยโจทก์ มีพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เห็นผู้ชุมนุมวิ่งมาหน้าห้องประชุมรัฐสภา และยื้อกับเจ้าหน้าที่ แล้วผลักประตูกระจกเข้าไปด้านใน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานภาพในแผ่นซีดี
ศาลฎีกา เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญฯ จะรับรองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งรัฐสภาที่ผู้ชุมนุมปีนเข้าไปก็เป็นเขตพระราชฐานซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา การที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูรั้วรัฐสภาตั้งแต่ต้น เป็นการย้ำว่าไม่ให้มีการเข้าไปด้านในรัฐสภา ซึ่งระหว่างการกระทำก็ไม่ปรากฏว่ามีจำเลยคนใดห้ามปรามไม่ให้มีผู้ชุมนุมเข้าไปด้านใน รวมถึงจำเลยบางรายยังปีนรั้วตามเข้าไปด้วยและมีการผลักประตูกระจกเข้าไปยังห้องโถงของอาคารรัฐสภา ถือได้ว่ามีเจตนาเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งการคัดค้านการออกกฎหมาย สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา
ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับเป็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-10 เป็นความผิดตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่เมื่อพิจารณาจากที่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับเรื่องของอายุ อาชีพ การศึกษา สภาพความผิด เหตุผลและวัตถุประสงค์ในการกระทำแล้วเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง จึงให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสิบไว้ เป็นเวลาคนละ 2 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรอกำหนดโทษ คือ ภายในระยะเวลา 2 ปี หากจำเลยไปกระทำผิดซ้ำ ศาลสามารถที่จะนำคดีนี้มากำหนดอัตราโทษลงโทษกับจำเลยทั้งหมดได้
ภายหลัง นายจอน ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน iLaw กล่าวว่า ขอบคุณทนายความที่ทำงานหนักโดยที่ไม่รับผลประโยชน์อะไรตอบแทนในการสู้คดี ซึ่งร่วมต่อสู้กันมาไม่ใช่แค่ในฐานะจำเลย แต่ช่วยยืนยันว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ชาติ
“ เราทำด้วยเจตนาที่อยากเห็นความยุติธรรมในบ้านเมือง ไม่อยากเห็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งรีบออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพ ให้รอสภาที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณาแทน เพราะกฎหมายดังกล่าวกระทบสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพเป็นวงกว้าง ” นายจอน ระบุ
ส่วนคดีนี้จะกระทบการทำหน้าที่กรรมการ กสทช.หรือไม่ น.ส.สุภิญญา กสทช. กล่าวว่า ต้องหารือกับทนายความและศึกษาความชัดเจนอีกครั้ง และส่งรายงานผลไปยัง กสทช.ให้ตีความ เพราะเป็นการรอการกำหนดโทษ



