
ไทยสมายล์หนุนบินไทยสยายปีกรับนักท่องเที่ยวตลาดหลัก
ไโดย -โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ
ไทยสมายล์หนุนบินไทยสยายปีกรับนักท่องเที่ยวตลาดหลักอาเซียน อินเดีย และจีน กางแผนเพิ่มจุดบินเชื่อมต่อฮับในประเทศเพิ่มต่อเนื่องหวังดันภาพเครือข่ายการบินเต็มรูปแบบ พร้อมเข็นงบ 80 ล้านลงทุนระบบจองตั๋วคาด 1 มิ.ย.นี้แล้วเสร็จ
นายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า สายการบินไทยและสายการบินไทยสมายล์ในฐานะบริษัทลูกจะร่วมมือเพื่อขยายเส้นทางการบินใหม่และเชื่อมต่อเครือข่ายการบินอย่างเต็มรูปแบบ โดยไทยสมายล์จะเปลี่ยนสถานะจากสายการบินภายในประเทศเป็นสายการบินระดับภูมิภาคและรับผู้โดยสารเส้นทางระยะยาวต่อจากการบินไทยเพื่อเชื่อมโยงไปในตลาดหลักอย่างอาเซียน จีน และอินเดีย
เบื้องต้นการบินไทยและไทยสมายล์ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มเส้นทางบินในอาเซียนจากปัจจุบัน 14 เส้นทางเป็น 20 เส้นทางภายใน 5 ปี เพื่อผลักดันให้เครือการบินไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคและเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางในอาเซียนโดยล่าสุดได้จับมือกับการท่องเที่ยวมาเลเซียเตรียมเปิดเส้นทางบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-โคตาคินาบาลู รัฐซาบาล์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. เป็นต้นไป
“ไทยสมายล์จะรับผู้โดยสารจากประเทศญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลียต่อจากสายการบินไทยเพื่อเดินทางต่อไปโคตาคินาบาลูเป็นหลัก จึงคาดว่าสัดส่วนผู้โดยสารจะเป็นต่างชาติ 70% และผู้โดยสารภายในประเทศ 30% อีกทั้งกลางปีนี้ไทยสมายล์เตรียมเปิดเส้นทางเซบู ประเทศฟิลิปปินส์อีก 1 แห่งเป็นเมืองที่ 15 ในอาเซียนจากนั้นจะทยอยเปิดอีกปีละเส้นทาง ซึ่งเราจะขายเรื่องการเชื่อมต่อจากเที่ยวบินระยะยาวเป็นหลัก”
สำหรับตลาดจีนและอินเดียจะเน้นกลยุทธ์การเชื่อมต่อเมืองใหญ่มายัง จ.ภูเก็ตหรือเชียงใหม่ โดยเบื้องต้นจะพิจารณาเปิดจุดบินในประเทศจีนอีก 2 แห่ง ได้แก่ เส้นทางเซี่ยงไฮ้-ภูเก็ต และเส้นทางกวางเจา-ภูเก็ต คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-เจิ้งโจวที่เปิดให้บริการแล้วปัจจุบันมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสูงถึง 70-80% จึงจะเพิ่มจากเดิม 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ เป็น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือน พ.ค. นี้ และเป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือน ก.ค.2560
ด้านตลาดอินเดียปัจจุบันไทยสมายล์มีอยู่ 2 เส้นทางบิน จำนวน 3 เที่ยวต่อสัปดาห์ ได้แก่ เส้นทางไชยปุระ และลัคเนา โดยลัคเนามีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร 50-60% แต่ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเปิด 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ได้ภายในปลายปีนี้ ส่วนเส้นทางไชยปุระมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร 70-75% และในเดือน พ.ค. จะเพิ่มอีก 2 เที่ยวบิน เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์อีกทั้งปลายปีนี้ยังมีแผนเพิ่มเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ พร้อมกำลังพิจารณาจะเปิดจุดบิน มุมไบ-ภูเก็ต อีก 1 เส้นทางในช่วงเดือน ต.ค.- พ.ย.นี้
“ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้ไทยสมายล์จะมีรายได้ถึง 11,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 7,000 ล้านบาทในปี 2559 และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 74% ทำให้ไทยสมายล์มีโอกาสพลิกกลับมาทำกำไร แม้ปกติสายการบินแต่ละแห่งจะใช้เวลานานกว่าจะเริ่มกำไรก็ตาม”
นายวรเนติ กล่าวต่อว่า นอกจากการขยายเส้นทางบินในตลาดหลักเพื่อเพิ่มศักยภาพของการเป็นเครือข่ายการบินให้กับการบินไทยอย่างมีประสิทธิภาพแล้วไทยสมายล์ยังจะลงทุนติดตั้งระบบจองบัตรโดยสารใหม่เป็นระบบอะมาดิอุสเหมือนสายการบินไทยด้วยเงินลงทุน 80 ล้านบาท เพื่อให้การจองบัตรโดยสารและรายละเอียดต่างๆ เป็นไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยการติดตั้งจะแล้วเสร็จในวันที่ 1 มิ.ย. นี้



