
ร้าวเมื่อไหร่...ได้ม็อบ
ภาพข่าวการแถลงการบังคับใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ พ.ร.บ.ด้านความมั่นคง ของ รัฐบาล-กองทัพ เตรียมรับมือคนเสื้อแดง หรือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่วันนัดชุมชุนในวันที่ 30 สิงหาคม ดูแล้วเป็นภาพที่น่าจะบอกเร
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย
แต่มาวันนี้ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องประกาศ “เลื่อน” การชุมนุมออกไปอีก 1 สัปดาห์ เป็นวันเสาร์ที่ 5 กันยายน เพราะเกรงว่าการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ได้รับอิสระ หลังจากที่ รัฐบาลงัด พ.ร.บ.ความมั่นคงออกมาควบคุมการชุมนุม
ก่อนหน้านี้มวลชนคนเสื้อแดงประกาศว่าจะเคลื่อนไหวขับไล่ “นายอภิสิทธิ์” ออกจากตำแหน่ง แบบม้วนเดียวล้มทั้งกระดาน เพราะเห็นว่าจังหวะที่รัฐบาลอยู่ในภาวะ “เพลี่ยงพล้ำ” ระหองระแหงกับพรรคร่วมรัฐบาล
โดยกับพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับปัญหาการแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” คนใหม่ ที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ “ยกมือ” สวนทางกับนายกรัฐมนตรี
ทำให้เกิดภาพความไม่เข้าใจกันชนิด “อย่างแรง” แม้แต่คนในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็แทบจะไม่มองหน้ากันเสียด้วยซ้ำไป แต่ต่างฝ่ายต่างมี จุดอ่อน-จุดแข็ง ถึงอย่างไรก็ตัดไม่ขาด
มีมือประสาน “สิบทิศ” อย่างนายสุเทพ ที่ทำได้ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองคับขันเช่นนี้ ผ่านวิกฤติไปได้
การที่นายสุเทพมี “คอนเนกชั่น” ที่ดีกับกองทัพ โดยเฉพาะกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่เอากองทัพในเวลานี้อยู่หมัด ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
ตราบใดเมื่อ “กองทัพ” ยังเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาล ก็เท่ากับว่าศึกยังเหลืออยู่เพียงด้านเดียว
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน “รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ” ผนึกกำลังอีกครั้ง จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งกองบัญชาการรบอยู่นอกประเทศ ต้องถอยสถานเดียว
ดื้อดึงไปไม่เป็นผลดีต่อการเคลื่อนของมวลชนคนเสื้อแดง
การประกาศเลื่อนออกไปอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ หรือถ้าอยากให้ชัวร์ก็อาจจะถือกฤษ์ครบรอบ 3 ปีของการยึดอำนาจ โค่นล้มระบอบทักษิณ ในวันที่ 19 กันยายน
พร้อมกับประกาศมุกเดิม ด้วยการชุมนุมยืดเยื้อจนกว่า “นายอภิสิทธิ์” จะประกาศ “ลาออก-ยุบสภา” เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน
ทำให้รัฐบาลต้องหาทางออกในการรับมือ “รอบใหม่” ซึ่งเบื้องต้น พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการควบคุมกำลังทางทหาร สั่งปรับลดกำลังทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ในทำเนียบทันที
ขณะที่นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงหารือในการแก้เกมของมวลชนคนเสื้อแดง
แม้ว่ามวลชนคนเสื้อแดงจะเลื่อนการชุมนุมออกไป ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพียงแต่มวลชนคนเสื้อแดงรอจังหวะเวลา เสียง “นกหวีด” ในการสั่งบัญชาการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นตัวกำหนดเวลาในการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ต่างหาก
ช่วงเวลานี้แม้ว่ารัฐบาลถือไพ่เหนือกว่ามวลชนคนเสื้อแดง แต่ก็ต้องเร่งเคลียร์ปัญหาระหว่าง “รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ” ให้เกิดความเป็นเอกภาพ
เพราะตรงจุดนี้คือจุดอ่อนสำคัญที่มวลชนคนเสื้อแดงฉวยเป็นจังหวะเข้าตี
การประชุมคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ที่จะพิจารณาชื่อ “ผบ.ตร.” คนใหม่ ก็คืออีกครั้งหนึ่งที่เอกภาพของรัฐบาลกับกองทัพและตำรวจจะถูกสั่นคลอน
ระหว่างนี้รัฐบาลยังมีการบ้าน คลายปม “คลิปเสียง” นายกรัฐมนตรี ที่แพร่ระบาดไปทั่วในเว็บไซต์ต่างๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
แม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะออกมา “การันตี” ด้วยการเอาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นประกันก็ตาม แต่สังคม ณ เวลานี้ต้องการความจริงมากกว่า คำยืนยันจากปากของแม่ทัพบก
รัฐบาลเองก็ต้องการอย่างนั้นด้วยเช่นกัน !
การเลื่อนชุมนุมของเสื้อแดง ก็เพราะมั่นใจว่าจังหวะนั้นคือจังหวะที่สุกงอมทั้งคลิปนายกฯ และตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่
ทีมข่าวความมั่นคง



