
การชุมนุม 30 สิงหา
การนัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลครั้งใหญ่ของเสื้อแดงกลุ่ม "เอาเจ้า" ที่นำโดย วีระ มุสิกพงศ์ ในวันที่ 30 สิงหาคม เป็นยุทธการที่ซ้ำซาก ล้าสมัยและไม่จำเป็นในการปฏิบัติ ชัยชนะที่ต้องการนั้นยากที่จะมาด้วยวิธีการนี้ การปรับแผนใหม่และการรอจังหวะ น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะส
หลังจากการชุมนุมเสื้อแดงถึงจุดพีกสุดเมื่อ 8 เมษายน แล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น การชุมนุมกลางถนนก็อยู่ในช่วงขาลง ในวันถัดมามวลชนกว่าครึ่งไม่กลับมา เพราะตระหนักว่ารัฐบาลไม่ลาออกด้วยวิธีการนี้แน่ๆ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาไม่ได้รับการหนุนสู้ โดยนายวีระ ให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย หากแต่นั่นคือการแพ้บลัฟทางทหาร และมวลชนกลางถนนก็ไม่เพียงแค่หายไป แต่แตกแยกสายทางความคิดอย่างเป็นรูปธรรม
ในความเป็นจริงเสื้อแดงไม่ได้แพ้ ทั้งน่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามการรับรู้สภาพการณ์บ้านเมืองที่รัฐบาลบริหารอยู่นี้ และยังมีการจัดระบบกระจายไปทั่วทุกแห่งมากขึ้น แต่ก็ยืนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมาขึ้นเช่นกัน ก็จริงที่พวกเขาต้องการล้มรัฐบาล ขับไล่อำมาตย์ แต่ก็รู้ด้วยว่าความสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากการแสดงพลังแล้วแสดงพลังอีกแบบสองสามวันกลับ สถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เงินในกระเป๋าพวกเขาร่อยหรอไปกับค่ารถ ค่ากินอยู่ เสียเวลาและงานการอาชีพ ครั้นจะให้แตกหักเห็นผลทันที คนที่มีสติก็จะยั้งคิดไม่พาตัวเข้าไปเสี่ยง ในเมื่อยังไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
การชุมนุมของนายวีระ มีผลทางจิตวิทยาต่อต่างประเทศในการแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้ นั่นเป็นปัจจัยที่กระทบต่อรัฐบาลก็จริง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดว่ารัฐบาลจะอยู่หรือไป ไม่ต่างจากการที่ฝ่ายพันธมิตรยกทัพยึดจุดศูนย์ดุลของกรุงเทพฯ เมื่อปีกลาย ทำขนาดนั้นยังไม่ชนะ สถานการณ์ที่พลิกผันได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวเล่นไม่กี่คน และในตอนนี้ตัวเล่นเหล่านั้นกำลังมองเลยข้ามช็อตเสื้อแดงชุมนุมไปแล้ว
การเมืองที่กลายเป็นสามก๊ก ทำให้เสื้อแดงไม่จำเป็นต้องชนกับเสื้อเหลืองนอกสภา เพราะรัฐบาลก็มีศึกหนักกับฝ่ายอื่นอยู่แล้ว หากตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว สร้างสภาพเศรษฐกิจสังคมให้ดีขึ้นไม่ได้ หรือมีเรื่องอื้อฉาวมากขึ้นจนกลุ่มที่หนุนหลังรับไม่ไหว การเลือกตั้งก็ต้องเกิดขึ้น เร็วหรือช้าเท่านั้น เวลานี้เสื้อแดงส่วนใหญ่กำลังเตรียมความพร้อมรับการเลือกตั้งอย่าง มีระบบ มีองค์ความรู้ และด้วยสันติ จึงน่าจะเป็นการเหมาะที่พื้นถนนน่าจะตกเป็นของกลุ่มผู้เดือดร้อนทางการเกษตรเข้ามาเรียกร้องสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วนของพวกเขาเสียมากกว่า



