ข่าว

ปิดกรีดยางหันมาทำไม้กวาดดอกอ้อขาย รายได้งาม

ปิดกรีดยางหันมาทำไม้กวาดดอกอ้อขาย รายได้งาม

14 มี.ค. 2560

โดย - อโนทัย งานดี

นางรัตนา ชัยกิจ อายุ 53 ปี ชาวบ้านถ้ำ อยู่บ้านเลขที่ 35/6 ม.2 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา และรับจ้างทั่วไป แต่ช่วงนี้ต้นยางพาราอยู่ระหว่างผลัดใบยางหรือฤดูปิดกรีด ในระเวลาประมาณ 3 เดือน ตนจึงได้คิดหางานอะไรทำเพื่อมาเสริมรายได้ในครอบครัว จึงได้เริ่มมาทำไม้กวาดดอกอ้อขาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น และไม่ต้องลงทุนอะไรมากใช้แค่ฝีมือและความอดทน ซึ่งขั้นตอนในการทำค่อนข้างจะใช้เวลาสักหน่อย โดยเริ่มจากการออกไปหาวัตถุดิบคือดอกอ้อ ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะพบได้ตามระหว่างร่องสวนยางพารา และร่องสวนปาล์มน้ำมัน จากนั้นก็นำมาตากแดดไว้ประมาณ 3 – 4 วัน จนกว่าต้นดอกอ้อจะแห้ง แล้วจึงนำมาฟัดเหมือนฟัดข้าว เพื่อให้เกสรดอกอ้อหลุดออกจากก้านจนหมด ขัน

“ตอนนี้ถือว่าลำบากมาก เพราะดอกอ้อทำให้เกิดอาการระคายเคืองคันตามร่างกายและต้องทำกลางแดดที่ร้อน จากนั้นนำมามัดรวมกันเป็นมัดเล็กประมาณ 5 – 6 มัด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ทำนิ้ว” ต่อจากนั้นนำทั้งหมดมาสานรวมกันที่ละมัดจนครบ โดยใช้ลวดมัดให้แน่นๆ ก็จะได้ไม้กวาดดอกอ้อ 1 ด้าม แล้วก็มาตกแต่งอีกครั้งเพื่อให้ดูสวยงามน่าใช้ สำหรับระยะเวลาในการผลิตไม้กวาดดอกอ้อ 1 ด้าม ใช้เวลาประมาณ 15 – 20 นาทีต่อหนึ่งอัน วันหนึ่งสามารถผลิตไม้กวาดดอกอ้อได้ประมาณ 20 อัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่หามาและความอดทนในการสานด้วย พร้อมนำไปขายในราคาอันละ 50 บาท วันหนึ่งทำไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ที่นิยมใช้ไม้กวาดดอกอ้อที่มีเพิ่มขึ้น ทำให้คนเริ่มหันมาขยายพันธุ์ต้นอ้อมากขึ้น เพื่อนำมาขายต่อกับคนที่นำมาทำไม้กวาดดอกอ้อ จึงเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวไม่น้อยเลยทีเดียว” นางรัตนา กล่าว

สำหรับต้นอ้อ เป็นชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไป ในภาคเหนือบางทีเรียกกันว่า อ้อหลวง ส่วนภาคกลางเรียก อ้อใหญ่ เป็นไม้ล้มลุกจำพวกหญ้า มีอายุหลายปี มักขึ้นเป็นกอ สูง 2-8 เมตร ลำต้นเป็นปล้องตั้ง ตรง ภายในกลวง แตกกิ่งก้านบ้างเล็กน้อย ลำต้นกว้าง 1.5-3 ซม. ปล้องสั้น กาบหุ้มลำต้น ยาว 10-15 ซม. ยาวกว่าปล้องมาก มีลายตามยาว สีออกนวล เกลี้ยง หรือมีขนยาว ที่รอยต่อของกาบ ใบและตัวใบมีลิ้นใบ (ligule)ยาว 2-3 มม. ขอบจักหรือเป็นชายครุย ต้นอ้อจะออกดอกช่วงประมาณเดือนมกราคม – เมษายน ของทุกปี ซึ่งก็ตรงกับช่วงที่ชาวสวนยางพาราหยุดกรีดยางพอดี