ข่าว

ธนาคารโลกแนะไทย เพิ่มงาน-ลดยากจน บรรลุเป้าศก.สีเขียว

ธนาคารโลกแนะไทย เพิ่มงาน-ลดยากจน บรรลุเป้าศก.สีเขียว

14 มี.ค. 2560

ธนาคารโลกชี้ไทยต้องควบคุมการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างงานที่ดี และมากขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดหาการสนับสนุนประชากรที่ยากจน

 

ธนาคารโลกชี้ไทยต้องควบคุมการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างงานที่ดี และมากขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดหาการสนับสนุนให้กับประชากรฐานะยากจนสุดของประเทศที่มีอยู่หลายล้านคน หากต้องการบรรลุเป้าการเติบโตสีเขียว ที่จะนำความรุ่งเรืองมาสู่คนทั้งประเทศ 

นายอุลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยรายงานเรื่อง “กลับสู่เส้นทาง : ฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับทุกคน” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบเล่มแรกของไทย เมื่อวานนี้ (13 มี.ค.) ว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2557 เศรษฐกิจไทยที่มีการเติบโตในระดับสูง ช่วยลดความยากจนในประเทศ จากระดับ 67% ลงมาอยู่ที่ 10.5% ของประชากรโดยรวม 

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างปัญหาให้กับประเทศจำนวนหนึ่ง โดยในปี 2557 ที่เกิดเหตุรัฐประหารนั้น มีชาวไทยจำนวน 7.1 ล้านคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่นอกเขตกรุงเทพมหานคร มีฐานะยากจน และมีอีก 6.7 ล้านคน ที่เสี่ยงจะกลับไปอยู่ในฐานะยากจนอีกครั้งหนึ่ง 

นอกจากนี้ ราคาผลผลิตการเกษตร และการสร้างงาน ซึ่งเป็น 2 กลไกหลักในการขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังปรับตัวลดลง 

ในอดีต ราคาสินค้าเกษตรของไทยเคยเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ส่งผลให้เกษตรกรในอดีตมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ภายในแค่ช่วงเวลา 1 ปี คือ ปีระหว่างปี 2556-2557 ราคาสินค้าเกษตรลดลงถึง 13% ส่วนการเติบโตของการสร้างงาน ลดลงจากระดับ 6.8%  ระหว่างปี 2529-2539  มาอยู่ที่ 2.6% ระหว่างปี 2547 - 2557 

ส่วนการส่งออกลดลงเหลือน้อยกว่า 1% ในปี 2555-2557 จากเดิมที่  15% ระหว่างในปี 2529-2539  

นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่าง กัมพูชา และเวียดนาม ไล่ตามประเทศไทยได้ทันทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา นวัตกรรม ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจที่มีความซับซ้อน

รายงานระบุด้วยว่า ราว 1 ใน 3 ของประชากรอายุ 15 ปีทั้งหมดของไทย ไม่รู้หนังสือ ซึ่งสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึง 47% ตามหมู่บ้านต่างๆ เน้นให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประชากรในเมืองหลวง กับส่วนอื่นๆ ของประเทศ 

ไทย ซึ่งมีประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน ยังต้องเจอกับการชะลอตัวของการสร้างงาน ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา และการขาดความสามารถทางการแข่งขัน 

รายงานชี้ว่า เมื่อทศวรรษที่แล้ว ไทยอยู่ในอันดับที่เหนือกว่าเกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงถึงปานกลาง ในเกือบทุกปัจจัย ที่ใช้จัดอันดับดัชนีขีดแข่งขันโลกของเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม แต่ในปัจจุบัน ชาติอื่นสามารถไล่ทันแล้ว 

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2503-2539 เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 7.5% แต่อัตราการเติบโตนี้ได้ลดลงเหลือ 3.3% ระหว่างปี 2548-2558 ซึ่งแม้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ จะยังคงดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นไปในระดับที่ช้าลง และช้ากว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

ธนาคารโลกเตือนด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อมที่ถดถอยลง ยังทำให้ไทยมีความอ่อนไหวต่อภัยธรรมชาติมากขึ้น  โดยไทยมีอัตราการเสื่อมถอยลงของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศ รวมถึง ป่าไม้ ป่าชายเลน และปะการัง เร็วมากขึ้นในช่วงทศวรรษล่าสุด 

ยิ่งไปกว่านั้น  ยังคาดว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะทำให้เกิดน้ำทะเลหนุน จนเกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ราบลุ่มของไทยบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งจะกลายมาเป็นภัยคุกคามใหญ่สุดต่อกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ภาคกลางของประเทศ 

น้ำที่มีความเค็มมากขึ้น เพราะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น จะยังส่งผลกระทบต่อการทำฟาร์มตามชายฝั่งของประเทศ จนทำให้มีผลผลิตน้อยลงด้วย ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า ที่เป็นผลโดยตรงมาจากการลักลอบค้าไม้เถื่อน และการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดน้ำท่วม

นายซาเกา มองว่า ขณะนี้ไทยยังไม่เข้าสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นในการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ซึ่งการที่จะเติบโตได้มากกว่าในปัจจุบัน และประชาชนหลุดพ้นจากความยากจนได้มากขึ้นนั้น ไทยจะต้องเริ่มดำเนินการหลายสิ่ง

เขายังมองว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะมีเป้าหมายสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือเศรษฐกิจดิจิทัล จะต้องให้ประชาชนที่มีทักษะความรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าไม่มีประเทศใดในโลกที่จะเข้าสู่ประเทศรายได้ระดับสูง โดยไม่ยอมลงทุนด้านการศึกษา

ทางด้านนายลารส์ ซอนเดอร์การ์ด หัวหน้ากลุ่มงานด้านการพัฒนามนุษย์และความยากจน ธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ได้ระบุ 3 แนวทางสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ประเทศไทยได้อย่างทั่วถึง และยั่งยืน ประกอบด้วย แนวทางที่ 1 สร้างงานที่ดีและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น โดยการกระตุ้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านข้อตกลงการค้าเสรี และการลดกฎระเบียบข้อบังคับ  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สำคัญ

แนวทางที่ 2 จัดการสนับสนุนให้ตรงเป้าหมายของกลุ่มครัวเรือนในระดับที่ยากจนสุด เช่น การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ และเพิ่มทักษะของกำลังแรงงาน, ดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร สร้างระบบความคุ้มครองทางสังคมที่ฉลาด และมุ่งเน้นการให้ความคุ้มครองแก่คนยากจน

สุดท้ายคือ ส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และสะอาด

ที่สำคัญคือต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่องค์กรภาครัฐ เพื่อดำเนินการตามลำดับความสำคัญในการปฏิรูป