
ผู้ประกอบการส่งออก คาดหวังธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับดอกเบี้ย
โดย - โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ
ผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ตั้งความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ ซึ่งจะสนับสนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการส่งออก เพียงแต่ยังต้องติดตามดูการอ่อนค่าของสกุลเงินอื่นที่เป็นคู่ค้าและคู่แข่งขันของไทยด้วย รวมทั้งยังต้องตามดูนโยบายกีดกันการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าออกมาอย่างไร
“นพพร เทพสิทธา” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) บอกว่า ช่วงต้นปีได้คาดการณ์ไว้ว่า การประชุมเฟดวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ เฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งขึ้น และความมั่นใจที่มีต่อนโยบายของนายทรัมป์
อย่างไรก็ตาม การประเมินว่าสุดมองว่า โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบดังกล่าวเริ่มน้อยลง โดยมีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 60% และอาจไม่ขึ้น 40% เนื่องจากยังมีตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐ ที่เป็นตัวเสริมบางตัวยังไม่ค่อยดีนัก และที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจของ ทรัมป์ ยังขาดความชัดเจนในบางด้าน ทำให้มีโอกาสที่จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน
นพพร มองว่า หากเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลทั้งแง่ “บวก” และ “ลบ” ต่อประเทศไทย โดยผลบวกที่ไทยได้จะเป็นเรื่องการส่งออก เพราะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาที่ระดับ35บาทต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ศักยภาพการส่งออกดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นตัวสะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และมีความมั่นใจในนโยบายเศรษฐกิจขอนายทรัมป์ ทำให้ยอดการส่งออกไปสหรัฐดีขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่3%ขึ้นไป
นอกจากนี้ยังส่งผลทางอ้อมทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น ไทยจึงน่าจะส่งออกไปยังตลาดอื่นๆได้มากขึ้น ส่งผลให้การคาดการณ์ของ สรท. ว่าการส่งออกของไทยจะเติบโตได้2-3%มีความเป็นไปได้มากขึ้น
ขณะที่ อุตสาหกรรมไทยที่จะได้รับผลกระทบด้านบวกมากที่สุด จะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องคอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่คาดว่าทั้ง2กลุ่มนี้จะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มากกว่า3%
ส่วนผลกระทบทางอ้อมจะทำให้ประเทศคู่ค้ากับสหรัฐอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน จะมียอดส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งสินค้าไทยไปยังทั้ง3ตลาดนี้มีตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าจะขยายตัวได้5-8%
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ทำให้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง มีราคาสูงขึ้น และตลาดมีความต้องการมากขึ้น จึงทำให้ยอดส่งออกของทั้ง3กลุ่มนี้ ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพลาสติกจะมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น5-8%ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆจะโตตามการขยายตัวของตลาด
ส่วนผลลบอาจจะทำให้เกิดการดึงเงินทุนเข้าไปยังสหรัฐมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยในไทยอาจจะต้องขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้ต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น กระทบต่อนโยบายดึงดูดการลงทุนของไทย โดยเฉพาะการลงทุนที่มาจากสหรัฐ เพราะนายทรัมป์ ชูนโยบายเด่นชัดว่าจะดึงการลงทุนกลับประเทศเพื่อสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐ และการกีดกันการค้า รวมทั้งยังมีผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงิน เพราะจะมีการเก็บกำไรค่าเงินมากขึ้น
ทั้งนี้ หากเฟดไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.นี้ ก็จะเป็นผลสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจะไม่ได้เข้มแข็งจริง ส่งผลให้ตลาดโลกขาดความมั่นใจในเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกอาจจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ ซึ่งจะต้องจับตาเศรษฐกิจสหรัฐอีก1-2ไตรมาส ว่าจะแข็งแกร่งขึ้นจริงหรือไม่ รวมทั้งอาจจะทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้น
“วัลลภ วิตนากร” รองประธาน สรท. ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ 99% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ และคาดว่าหลังจากเดือนมี.ค. เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกประมาณ 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่
“ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐที่ผ่านมาต่ำที่สุดในรอบหลายปี ในระดับ 4.8% ซึ่งเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าประชาชนสหรัฐมีความมั่นใจในเศรษฐกิจ จะทำให้มีการบริโภคสูงขึ้น มีการผลิตมากขึ้น และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นส่งผลให้นำเข้าสินค้าจากต่างชาติเพิ่มขึ้นรวมทั้งประเทศไทย”
นอกจากนี้ การปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ จะทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆอ่อนตัวลงส่งผลดีต่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่งในเอเชีย อ่อนค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าไทยหรือไม่ ถ้าประเทศในเอเชียอ่อนค่ามากกว่าไทย ไทยก็จะเสียเปรียบมีต้นทุนที่สูงกว่า ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าลง ประเทศไทยมักจะอ่อนค่าลงน้อยกว่าประเทศอื่นเสมอ ทำให้ไม่ได้เปรียบด้านการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ สรท. ก็ยังคงคาดว่าการส่งออกของไทยโดยรวมจะขยายตัวได้ในระดับ 2-3% ตามเป้ามหมายเดิมที่ตั้งไว้ เนื่องจากในตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังไม่ดีมีความเสี่ยงสูง รวมทั้งจะต้องจับตามาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐจะกระทบกับประเทศจีนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากส่งผลกระทบกับจีนมาก ก็จะกระทบต่อสินค้าส่งออกขั้นกลางของไทยที่ไปส่งออกไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่จีน ทำให้กระทบต่อยอดส่งออกของไทย
“เจน นำชัยศิริ” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า เฟด น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% แต่หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% จะถือว่าเกินความคาดหมาย ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้น เงินไหลกลับเข้าสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่า เงินบาทกลับมาอ่อนค่าซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก
อย่างไรก็ตาม ก็อาจมีผลเสียตามมาบ้าง โดยอาจมีเงินทุนไหลออกจึงต้องติดตามเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย และภาพรวมเศรษฐกิจต่อไป เพื่อประกอบการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อค่าเงินและเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ในภาพรวมทั้งปัจจัยการปรับดอกเบี้ยของเฟด การบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งอาจจะได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้รายได้เกษตรกรจะปรับตัวดีขึ้น แต่หากปริมาณผลผลิตทางการเกษตรไม่ดีจะมีผลต่อกำลังซื้อ รวมทั้งภาคธุรกิจยังคงรอประเมินผลกระทบจากนโยบายสหรัฐและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในยุโรป จึงจะสามารถคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนมากขึ้น



