ข่าว

 "ส่งออก"เห็นสัญญาณฟื้นรอเรียกแรงงานกลับเข้าโรงงาน

"ส่งออก"เห็นสัญญาณฟื้นรอเรียกแรงงานกลับเข้าโรงงาน

31 ส.ค. 2552

แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2552 จะยังคงติดลบหนักถึง 23.9% โดยเฉพาะการส่งออกเดือนกรกฎาคม 2552 จะติดลบสูงถึง 25.7% ก็ตาม แต่กระทรวงพาณิชย์กลับมั่นใจว่าทิศทางหลังจากนี้จะดีขึ้น

 ผลักดันให้การส่งออกปีนี้ทั้งปีติดลบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยพบสัญญาณของคำสั่งซื้อสินค้าที่กลับเข้ามาในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และสิ่งทอ เป็นต้น จนทำให้ความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเพิ่มขึ้น

 “คม ชัด ลึก” สำรวจสถานการณ์ของการส่งออกในแต่ละอุตสาหกรรม และความต้องการแรงงานว่าจริงๆ แล้วมีมากน้อยเพียงใด

 เอกชนห่วงฟื้นตัวแค่ระยะสั้น

 นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายแรงงาน กล่าวว่า ความต้องการแรงงานในภาคการผลิตขณะนี้จะมีในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีการส่งออก เนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศกระเตื้องขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ผ่านมาการส่งออกดิ่งลงก้นเหว จนทำให้มีการปลดคนงานออกไปจำนวนมาก

 อย่างไรก็ตาม หากมองทิศทางของสัญญาณการสั่งซื้อสินค้าจากไทยแล้ว น่าจะเป็นเพียงระยะสั้น เพราะยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดหลักของไทย ได้แก่ สหรัฐ และยุโรป ซึ่งภาพยังไม่ชัดว่าปลายปีเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จะดีขึ้นหรือลดลง ดังนั้นคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่กระเตื้องขึ้นที่มองว่าเป็นระยะสั้นนี้ ทำให้ทิศทางการจ้างงานของไทยกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่ก็น่าจะระยะสั้นเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานในขณะนี้ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ไฟฟ้า สิ่งทอ และอาหาร ที่การส่งออกกระเตื้องขึ้นบ้าง รวมกันน่าจะต้องการคนงานเพิ่มราว 5 หมื่นคน แต่จะอยู่ในเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรมรายเล็กยังไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากนัก

 นอกจากนี้ จากกรณีที่มีการปลดแรงงานออกไปก่อนหน้านี้จำนวนมาก และรัฐบาลได้ขยายเวลาการจ่ายเงินชดเชยออกไปเป็น 6-8 เดือน ทำให้เชื่อว่าแรงงานเหล่านี้จะยังไม่กลับเข้ามาสู่ระบบ แม้จะมีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นก็ตาม เพราะยังคงได้รับเงินชดเชยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากนับระยะเวลาที่ถูกปลดจากงานจนถึงขณะนี้ผ่านไปเพียง 3-4 เดือน ทำให้คนกลุ่มนี้กลับไปอยู่บ้านในต่างจังหวัด และหากไม่ใช้จ่ายอะไรมากก็ยังอยู่ได้สบายไปอีกระยะหนึ่ง

 อุตฯ นุ่งห่ม-เครื่องไฟฟ้ารับแรงงานเพิ่ม

 ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น รวมกันแล้วต้องการแรงงานเพิ่มอีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน และในส่วนที่เป็นอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเองต้องการแรงงานอีก 1.5 หมื่นคน เป็นผลมาจากขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้ากลับเข้ามา ทำให้คาดว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเองพบว่าขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อเสื้อผ้าชุดกีฬาเข้ามา ซึ่งเป็นสินค้าลิขสิทธิ์จากการแข่งขันฟุตบอลโลก (เวิลด์ คัพ) ที่จะมีขึ้นในปีหน้า ทำให้มั่นใจว่าแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจะมีงานทำต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน 2553 เลยทีเดียว

 “ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มขาดแคลนแรงงานมีฝีมือมานานแล้ว และแม้ว่าจะเข้าร่วมกับโครงการต้นกล้าอาชีพของรัฐบาล ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก เป็นผลมาจากคนที่ตกงานไปก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะตกงานแต่ก็ไม่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวนี้ เพราะนอกจากจะได้รับเงินชดเชยจากการถูกปลดออกจากงานแล้ว ก็ยังได้รับเงินชดเชยรัฐบาลด้วยทำให้อยู่ได้อย่างสบายๆ หลายเดือนโดยไม่ต้องทำอะไร แต่ก็คาดว่าในเร็วๆ นี้เมื่อเงินก้อนที่คนเหล่านี้ได้ร่อยหรอลง ก็จะกลับเข้ามาสู่ระบบอีกครั้ง” นายวัลลภ กล่าว

 นายสุขใจ เหลืองมีกูล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไม่มีปัญหาเรื่องปลดคนงานในช่วงที่ผ่านมา ส่วนทิศทางการส่งออกของกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์มีสัญญาณดีขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น และเชื่อว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยตลาดหลักคือสหรัฐ ที่หลังจากปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินของค่ายรถยนต์รายใหญ่คือ จีเอ็ม และไครสเลอร์แล้ว เชื่อว่าคำสั่งซื้อกำลังจะกลับมา แต่จะมีการปรับตัวโดยหันมาใช้ส่วนประกอบรถยนต์ที่มีขนาดเล็กลงมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีของญี่ปุ่น จะทำให้การสั่งซื้ออะไหล่รถยนต์จากประเทศในเอเชียมีมากขึ้น

 อย่างไรก็ตาม มองว่าความต้องการแรงงานเพิ่มในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์น่าเกิดขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ปี 2553 ไปแล้ว หรือในช่วงไตรมาส 2 ที่จะเห็นชัดมากขึ้น เนื่องจากปีนี้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการลดลงไปมาก เห็นได้จากก่อนหน้านี้ค่ายรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ได้ 1.8-2 ล้านคันต่อปี แต่ปีนี้มีการผลิตต่ำกว่า 1 ล้านคันต่อปี หมายความว่าการผลิตหายไปกว่าครึ่ง แต่ปีหน้ามีการตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตรถยนต์มากขึ้นเป็น 1.2-1.3 ล้านคันต่อปี ก็เชื่อว่าจะมีความจำเป็นเรียกแรงงานกลับเข้ามา แต่รูปแบบการจ้างแรงงานก็จะเปลี่ยนไปด้วย คือเป็นการจ้างแบบเอาท์ซอร์สมากขึ้น

 อุตฯ อาหารเชื่อคำสั่งซื้อเพิ่มปลายปี

 ด้านอุตสาหกรรมอาหารนั้น นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า จุดต่ำสุดของอุตสาหกรรมอาหารได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยพบว่าผู้ประกอบการมีการเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น เห็นได้จากตัวเลขการส่งออกของกลุ่มอาหารช่วงครึ่งปีแรกติดลบ 5% เป็นการติดลบน้อยกว่าที่คาดไว้ว่าจะลดลง 11.6% ทำให้ทางสถาบันได้ปรับประมาณการการส่งออกกลุ่มอาหารทั้งปี 2552 ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะลบ 15% เหลือลบ 7% ด้วยมูลค่าการส่งออกทั้งปีจำนวน 772,000 ล้านบาท โดยปลายปีน่าจะมีคำสั่งซื้อเข้ามามากเพราะเข้าสู่ภาวการณ์จับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

 ส่วนความต้องการแรงงานในกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสำเร็จรูปที่ไทยมีความได้เปรียบกว่าประเทศคู่แข่งคือ จีนและเวียดนาม โดยการส่งออกของกลุ่มนี้ขยายตัวเป็นบวกแน่นอน รวมทั้งกลุ่มไก่แปรรูป ที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพราะได้แรงซื้อเข้ามามากจากประเทศญี่ปุ่น ส่วนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นจะเป็นเท่าไรนั้น ขณะนี้ยังประเมินได้ยากเพราะที่ผ่านมากลุ่มอาหารเองมีการปลดคนงานไม่มากนัก เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องเน้นในเรื่องอาหารปลอดภัย จึงมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานมีฝีมือ ดังนั้นความต้องการแรงงานเพิ่มอาจไม่มากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ

 อย่างไรก็ตาม กลุ่มอาหารที่การส่งออกอาจจะไม่ฟื้นตัวนักคือ กลุ่มเกษตรวัตถุดิบ ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เมื่อปีก่อนหน้าราคาสินค้าในกลุ่มนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาก ขณะที่ปีนี้ราคาปรับตัวลดลง เช่น ข้าว ทำให้ตัวเลขการส่งออกลดลงมาก