
ระนอง ปากน้ำนอง
กรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาเตือนว่าปลายเดือนสิงหาคมนี้ อาจมีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วม 11 จังหวัด ให้ประชาชนระวังเนื้อระวังตัวและทรัพย์สินให้ดี
หนึ่งในจังหวัดทั้ง 11 นั้น มีอยู่แห่งหนึ่ง ที่หลายคนเกือบจะลืมไปแล้วว่ามีอยู่ในแผนที่ประเทศไทย เพราะความที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต แถมชื่อเสียงเรียงนามยังไปคล้ายกับ “ระยอง” เมืองสำคัญทางภาคตะวันออกอีกต่างหาก
แน่นอนว่าจังหวัดดังกล่าว จะเป็นที่ใดไปไม่ได้ นอกจาก “ระนอง” จังหวัดที่จัดอยู่ทางภาคใต้ โดยมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน
ที่มาและความหมายของชื่อจังหวัดระนอง มีหลายกระแส บ้างก็ว่า อาจมาจากภาษาของอินโดนีเซียว่า “ระนาห์” (Ranah) หมายถึง ทุ่งหญ้า หรือเทือกเขาที่ทอดยาว บ้างก็ว่ามาจาก “แร่นอง” หมายถึง แร่เนืองนอง คือมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์อะไรทำนองนั้น
ที่น่าเชื่อที่สุด เห็นจะเป็นข้อสันนิษฐานของ รศ.ประพนธ์ เรืองณรงค์ ที่ว่า ระนอง อาจมาจากเสียงท้ายของคำว่า “กัวลา” (Guala) ในภาษามลายู ซึ่งแปลว่า ปากน้ำ คือ เสียง “ระ” ส่วนคำว่า “นอง” เป็นชื่อแม่น้ำสายสั้นๆ สายหนึ่งที่ไหลลงสู่ปากน้ำกระ
ดังนั้น หากเชื่อข้อสันนิษฐานนี้ ระนอง จะหมายถึง “ปากน้ำนอง” นั่นเอง
เมืองระนองในอดีต เป็นแขวงเล็กๆ ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้ยกเมืองระนอง และเมืองตระ (ปัจจุบันคือ อ.กระบุรี จ.ระนอง) ขึ้นเป็นเมืองจัตวา ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองระนองถูกโอนไปขึ้นกับมณฑลภูเก็ต ภายหลังจึงกลายเป็นจังหวัดระนองอย่างในทุกวันนี้
เมืองระนอง มีความสำคัญในฐานะเมืองที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านแร่ธาตุคือ “ดีบุก” มาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ว่าปัจจุบันกิจการเหมืองแร่ซบเซาลงไป จนต้องทยอยปิดกิจการ แล้วปรับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
อดีต “ปากน้ำนอง” แห่งนี้ จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นๆ เลย
เรือนอินทร์ หน้าพระลาน



