ข่าว

"นักวิชาการ" โวย กระบวนการรับฟังความเห็นแค่ "ปาหี่"

"นักวิชาการ" โวย กระบวนการรับฟังความเห็นแค่ "ปาหี่"

11 มี.ค. 2560

"นักวิชาการ" โวย กระบวนการรับฟังความเห็นแค่ "ปาหี่" จี้จัดระเบียบรับฟังความเห็น หลังชาวบ้านไม่ตอบรับ ยกเคส โรงน้ำตาล อำนาจเจริญ และ ท่าเรือปากบารา

นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้โพสต์เฟซบุ๊คถึงเหตุการที่ชาวบ้านต่อต้านการทำโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ จ.อำนาจเจริญ  รวมถึงการเดินเพื่อต่อต้านท่าเรือปากบาราว่า า   "อย่าปล่อยให้ความขัดแย้งในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ค.1-3) บานปลายไปกว่านี้"
 
    นับวัน ปรากฏการณ์การประท้วงและการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการที่มีต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือที่เรียกว่า ค.1 ค.2 ค.3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำรายงาน EIA/EHIA ได้บานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ
 
    เหตุการณ์ไล่เลี่ยกัน เกิดต่างพื้นที่กัน แต่สะท้อนปัญหาที่มาจากรากเหง้าเดียวกันก็คือ เหตุการณ์การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ค.2) โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ ต.น้ำปลีก อ.เมืองฯ จ.อำนาจเจริญ เมื่อวานนี้ (10 มีนาคม) มีการส่งกองกำลังเจ้าหน้าที่กีดกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยเข้าร่วมเวทีจนมีการปะทะกัน
 
    ขณะที่ทางภาคใต้ เมื่อวานนี้ ชาวบ้านและนักพัฒนาเอกชนเริ่มมีการเดินทางไกลนับร้อยกิโดลเมตรเพื่อไปฟังเวที (ค.1) โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่อำเภอละงู จ.สตูลในวันที่ 16 มีนาคม ซึ่งมีนัยของการประท้วงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น
 
    นอกจากนั้น ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการในภาคใต้ก็ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดเวทีความคิดเห็นของโครงการต่างๆ ที่ได้ผ่านไปแล้วและเรียกร้องให้ยุติโครงการที่ทำ EIA/EHIA ทุกโครงการไว้ก่อน ด้วยเหตุผลหลักก็คือ ความไม่ยุติธรรมในการจัดเวทีรับฟังความเห็น
 
    ขณะที่ก่อนหน้านี้การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นก็มีลักษณะเดียวกันกับปรากฎการณ์ที่น้ำปลีก ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่เมืองเลย แผนารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน โครงการขุดเจาะก๊าซในอีสาน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ท่าเทียบเรือคลองรั้ว ฯลฯ
 
    ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มาจากการใช้กติกาในการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่เป็นธรรม จากการที่รัฐและทุนยึดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยวิธีประชาพิจารณ์ พ.ศ.2548 เพราะระเบียบนี้มัดมือชกคนไม่เห็นด้วยและกลายเป็นการจัด "ปาหี่" แทนที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเจ้าของโครงการจัดเวทีเอง ใช้กติการของตัวเอง กีดกันคนไม่เห็นด้วยไม่ให้เข้าร่วม ใช้ข้อมูลของตนฝ่ายเดียวราวกับประชาสัมพันธ์โครงการมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนไ้ด้เสียโดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ฝ่ายไม่เห็นด้วยได้ทำข้อมูลอีกด้านมาโต้แย้งกัน มีการใช้เจ้าหน้าที่รัฐเข้ากีดกันไม่ให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมเวที และมีการแจกสิ่งของจูงใจ ที่ล้วนแต่ทำให้การรับฟังความคิดเห็นบิดเบี้ยว
 
    หากจะไปให้พ้นจากความขัดแย้ง ผมเสนอว่าโครงการต่างๆ ที่ทำเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการ โครงการ หรือสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยังไม่ผ่านการพิจารณา EIA/EHIA ให้ระงับโครงการทั้งหมด และให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกฯ ปี 2548 และให้มีการยกร่างกติกาการจัดเวทีรับฟังความคิดกันใหม่โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย หรือให้กลับไปใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ปี 2539
 
    ตราบใดที่ยังไม่แก้กติกาให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่ ความขัดแย้งก็จะไม่มีวันหมดสิ้น เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาต้องถูกปล้นสะดมทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและถูกเบียดขับไปจากการพัฒนาที่เอื้อประโยชน์ให้กับการสะสมทุนของทุน ไม่ใช่การพัฒนาที่ยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน