
โฆษกศอ.รส. เผยปรับลดกำลังทหาร-ตำรวจคุมเท่าที่จำเป็น
โฆษก ศอ.รส. ระบุ ปรับลดกำลัง ทหาร-ตำรวจ เท่าที่จำเป็น แต่ยังคงพื้นที่ที่ล่อแหลมเอาไว้ ชี้ พรบ.ความมั่นคงต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีพิจารณา ย้ำกองทัพไม่ใช่คู่กรณีกับใคร อยู่เคียงข้างประชาชน ปฎิเสธไม่มีคลิปเสียงนายกฯประชุมสั่งใช้กำลังรุนแรงสลายคนเส
(30ส.ค.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. กล่าวถึงการปรับลดกำลังทางทหารหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงเลื่อนการชุมนุมไปในวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.ว่า เรื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารถือว่ามีความชัดเจนไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้ ( 29 ส.ค.) หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศเลื่อนการชุมนุม ทาง ศอ.รส. ก็ได้มีการสั่งให้มีการปรับกำลังในการดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่เขตดุสิตเหลือเท่าที่จำเป็น รวมถึงจุดตรวจต่าง ๆ ก็ให้คงกำลังไว้เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะจุดพื้นที่ล่อแหลม
เมื่อถามว่า พรบ.ความมั่นคง จะเลื่อนให้มีผลบังคับใช้ในพื้นที่เขตดุสิตต่อ หรือจะยกเลิกเลย พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า การจะขยาย พรบ.ความมั่นคงหรือไม่ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) แต่ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาเพื่อผ่านนำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคงจะต้องดูรายละเอียดข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ศอ.รส. กอ.รมน. สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และ ตำรวจ เพื่อประกอบการพิจารณาในการขยายหรือไม่ขยาย พรบ.ความมั่นคง
เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศเลื่อนการชุมนุมใหญ่ ทางกองทัพมีการเตรียมพร้อมรับมือรอบใหม่อย่างไรบ้าง พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของการชุมนุม ซึ่งทางกองทัพไม่ได้ห้าม แต่ก็ไม่ได้เชิญชวน เป็นดุลพินิจของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมาชุมนุมหรือไม่ กองทัพมีหน้าที่ในการดูแลเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ทั้งผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง และผู้ชุมนุม ทั้งนี้กองทัพไม่หนักใจอะไร และพร้อมที่จะดูแลให้เกิดความเรียบร้อย
เมื่อถามต่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. เตรียมเรียกประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์เย็นนี้ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบ และไม่ยังไม่ได้มีการแจ้งเรียกการประชุมอย่างใด ขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบกก็ยังไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่เมื่อช่วงเช้าได้มีการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติ หลังจากที่ทาง ศอ.รส.มีการสั่งการให้ปรับลดกำลังทางทหารลด
“ การปรับลดกำลังเป็นการสั่งการจาก ศอ.รส.ไม่ใช่ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 หรือ ผอ.รมน.ภาค 1 สั่งปรับกำลัง ส่วนที่บริเวณใดเหมาะสมแค่ไหนเท่าที่จำเป็นเป็นดุลยพินิจของ ผอ.รมน.ภาค1 ในแต่ละพื้นที่แต่ละจุดที่เหมาะสม ซึ่งจะเหลือกำลังไว้เฉพาะที่จำเป็น อย่างไรก็ตามสามารถเพิ่มกำลังได้หากมีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนกรณีพรบ.ความมั่นคงฯที่มีผลบังคับใช้อยู่จนถึงวันที่ 1 ก.ย.2552 นั้นตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้ ส่วนจะมีผลบังคับใช้ต่อไปหรือไม่อยู่ ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องนำเรื่องผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี ซึ่งทาง ศอ.รส.ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่าจะต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากพรบ.ความมั่นคงประกาศออกมาถูกต้องตามกฎหมายผ่านครม.เลื่อนจากวันที่ 1 ก.ย.ออกไปอีกทางศอ.สร.ก็สามารถปฎิบัติภารกิจโดยใช้แผนการปฎิบัติเดิมต่อเนื่องไปได้เลย โดยไม่ต้องเอาแผนไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน” พ.อ.สรรเสริญ ระบุ
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงกรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีในการประชุมที่กรมการทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) สั่งให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพใช้กำลังรุนแรงสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เรื่องนี้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนไปแล้วว่า กองทัพไม่ได้ดำเนินการ และไม่ได้คิดจะทำอะไรในลักษณะอย่างนั้นเพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร กองทัพเป็นของประชาชนไม่ได้เป็นคู่กรณีกับใคร เพราะฉะนั้นไม่รู้จะทำเช่นนั้นไปทำไม ซึ่งกองทัพขอยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ปฎิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายภารกิจให้ดูแลรักษาความสงบในช่วงดังกล่าว ไม่เคยมีการถ่ายทอดคำสั่งหรือนโยบายใดๆออกไปในทางที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่การกำชับลงตามลำดับชั้น ว่าการปฏิบัติภารกิจกำกับดูแลกำลังพลที่ปฎิบัติภารกิจใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้น ทำอย่างไรก็แล้วแต่ให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด และถ้าเป็นไปได้ไม่ให้เกิดความสูญเสียเลยก็จะดี ซึ่งที่ผ่านมาผลปรากฎออกมาว่า การปฎิบัติภารกิจไม่มีผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่ากองทัพตั้งใจทำหน้าที่เพื่อดูแลรักษาความสงบ และไม่เคยมีการถ่ายทอดคำสั่งลงมาในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรุนแรงอย่างที่ปรากฎในคลิปเสียงแต่อย่างใด
เมื่อถามว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงเรียกร้องให้ทหารนำคลิปเสียงในวันประชุมที่กรมการทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริง พอ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในที่ประชุมวันดังกล่าวไม่ได้มีการบันทึกเสียงไว้แต่อย่างใด แต่ขอยืนยันอีกครั้งว่า ทหารไม่เคยมีคำสั่งหรือนโยบาย ในลักษณะที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง เพราะทหารเองก็ไม่ต้องการเห็นคู่กรณีไปตอบโต้วาทะทางการเมือง ส่วนกลุ่มการเมืองท่านใดจะพูดจาในลักษณะอย่างนั้นก็ต้องกลับไปถามท่าน ทหารเรามีหน้าที่อธิบายข้อเท็จจริงให้ฟังว่า เราไม่ได้ทำ เราไม่ได้ปฎิบัติด้วยเหตุผลทั้งคำพูดและข้อเท็จจริงจากการปฎิบัติ เราเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนที่ได้สังเกตุจะเข้าใจถึงแนวทางของกองทัพได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้ ผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้กังวลอะไร ซึ่งท่านเองก็ได้ตอบคำถามไปแล้วว่าไม่ได้กังวลใจอะไร
เมื่อถามว่ามีความพยายามที่จะให้นายกรัฐมนตรีกับกองทัพเกิดความเข้าใจผิด จากการนำคลิปเสียงนายกฯออกมาเผยแพร่เพื่อหวังผลทางการเมือง พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วทางการเมืองอาจจะมองไปในลักษณะอย่างนั้น แต่ทางกองทัพไม่เคยคิดเช่นนั้น เราทำอย่างเดียวคืออะไรที่เป็นนโยบายที่จะตอบสนองรัฐบาล กองทัพทำเต็มที่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เราไม่ได้เป็นเครื่องมือทางด้านการเมืองของกลุ่มใด ฝ่ายใด
“ กองทัพคงไม่ตอบโต้นายจตุพร เพราะผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับในประเด็นนี้ทุกครั้งที่มีการประชุม เราจะไม่ตอบโต้ทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องความคิดทางการเมืองก็ว่ากันไป เราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแลเรื่องความสงบมีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมาปฎิบัติให้บรรลุผลบนพื้นฐานของความปลอดภัยให้มากที่สุด วันนี้จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนได้ผลกระทบน้อยที่สุดจาก พรบ.ความมั่นคง ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
เมื่อถามว่า ทหารยังตั้งจุดตรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้ยังดำเนินการต่อไปตามเจตนารมย์ของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศอ.รส.ที่ได้สั่งว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ปฎิบัติหลักในการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆทั้งพลเรือน ทหาร ที่ปฎิบัติตาม พรบ.ความมั่นคงจะเป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อให้ภารกิจประสบผลสำเร็จ
เมื่อถามว่าทาง ศอ.รส.ได้วิเคราะห์ถึงการเลื่อนการชุมนุนมของคนเสื้อแดงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ทาง ศอ.รส.ไม่ได้มีการพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ ก็สุดแล้วแต่กลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเราไม่ได้ห้ามไม่ให้ชุมนุมและไม่ได้เชิญชวน ส่วนการชุมนุนมจะแสดงความคิดเห็นหรือแสดงพลังก็สามารถทำได้ส่วนจะเลื่อนออกไปเมื่อไหร่ก็สุดแล้วแต่ ทางเรามีหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งดูรายละเอียดของพรบ.ความมั่นคงจริงๆแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตปกติของประชาชนเลย เช่นการห้ามพกพาอาวุธ ซึ่งปัจจุบันก็ไม่มีการพกพาอาวุธอยู่แล้ว หรือการห้ามใช้ถนน ซึ่งถนนที่ประกาศคือถนนลูกหลวงและนครปฐม โดยปกติประชาชนก็ได้ใช้เส้นนี้อยู่แล้วเพราะติดกับรั้วทำเนียบรัฐบาล ส่วนถนนช่องทางคู่ขนานฝั่งเฉพาะด้านทำเนียบรัฐบาลหรือถนนราชดำเนินนอก ที่อาจมีผลกระทบ ซึ่งในวันที่ 31 ส.ค.2552 จะมีการพิจารณาประกาศเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ต้องรอฟังจากที่ประชุม ศอ.รส.



