ข่าว

เผยยอดชมรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยฯ"แตะ6ล้านคน

เผยยอดชมรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยฯ"แตะ6ล้านคน

30 ส.ค. 2552

"เอแบค"ชี้ผลสำรวจความนิยมรายการ"เชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์" เรตติ้งพุ่งแตะ 6 ล้านคนต่อสัปดาห์ พร้อมระบุเชื่อคำนายกฯปฎิเสธคลิปสลายเสื้อแดงเป็นการตัดต่อ แถมยังมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

 (30 ส.ค.)    นายพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ “เอแบคเรียลไทม์โพลล์ (Real-Time Survey)”  ที่เป็นการสำรวจผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบรวดเร็วฉับไวภายในระยะเวลา  3 ชั่วโมง หลังจากมีสิ่งที่น่าสนใจติดตามในหมู่ประชาชน โดยครั้งนี้ได้ทำการสำรวจเรื่อง รายงานผลการวัดเรตติ้งรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 และความรู้สึกต่อรายการฯ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชน 17 จังหวัดทั่วประเทศ 

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร  อุตรดิตถ์  สุโขทัย  เพชรบูรณ์  เชียงใหม่  ปทุมธานี  เพชรบุรี  ฉะเชิงเทรา  กาญจนบุรี  ชลบุรี   หนองบัวลำภู  สกลนคร  ศรีสะเกษ  ขอนแก่น ระนอง  พัทลุง  และสุราษฎร์ธานี  ในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวนตัวอย่างประชาชนจากทั่วประเทศที่ถูกศึกษา รวมทั้งสิ้น 1,127 ครัวเรือน พบว่า ผลการประมาณการจำนวนผู้ชมที่นั่งหน้าจอโทรทัศน์และผู้ฟังวิทยุ และผู้ใช้อินเตอร์เนตติดตามถ่ายทอดสดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์นานเกินกว่า 5 นาที ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม ทั้งประเทศ พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 5,864,541 คน หรือเกือบ 6 ล้านคนทั่วประเทศ

 และเมื่อสอบถามถึงความน่าสนใจของรูปแบบรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ ” ที่ได้นำเสนอไปในวันนี้นั้นพบว่าร้อยละ 62.3 ระบุน่าสนใจ ในขณะที่ร้อยละ 35.8 ระบุไม่น่าสนใจ และร้อยละ 1.9 ไม่มีความเห็น  ทั้งนี้ร้อยละ 73.6 ระบุเนื้อหาสาระที่นำเสนอในรายการในวันนี้เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  ในขณะที่ร้อยละ 24.5  ระบุไม่เป็นประโยชน์ และร้อยละ 1.9 ไม่มีความเห็น  โดยร้อยละ 66.0 ระบุประเด็นพูดคุยในรายการที่ชื่นชอบคือเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน  ร้อยละ 49.1 ระบุเรื่องการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน และร้อยละ 35.8 ระบุชื่นชอบประเด็นที่เกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม 
 
 สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเมื่อได้ยิน/ได้ฟังนายกรัฐมนตรีชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องคลิปเสียงนั้นพบว่า ร้อยละ 61.5 ระบุเชื่อนายกรัฐมนตรีที่ชี้แจงว่าเป็นการตัดต่อคลิปเสียง  ในขณะที่ร้อยละ 34.6 ไม่เชื่อ  และร้อยละ3.9 ไม่ระบุความคิดเห็น

 ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือเมื่อสอบถามความพึงพอใจของประชาชนต่อความพยายามของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของประเทศพบว่าร้อยละ 57.3 ระบุค่อนข้างพอใจถึงพอใจมากที่สุด ร้อยละ 27.8 พอใจปานกลาง และร้อยละ 14.9 ไม่ค่อยพอใจถึงไม่พอใจเลย ทั้งนี้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ 6.36 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
 
 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ผลวิจัยครั้งนี้ได้สำรวจทั้งจำนวนคนดูโทรทัศน์ ดูทางอินเตอร์เนต และคนที่ฟังจากวิทยุ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทั่วประเทศครั้งนี้ และยังสะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อรายการด้วยว่ารู้สึกอย่างไร ซึ่งพบว่า รายการนี้มีประชาชนบอกว่าได้รับประโยชน์และมีผลในการรักษาฐานสนับสนุนทางการเมืองต่อนายกรัฐมนตรีอีกด้วย บางรายที่เป็นแฟนรายการถึงกับบอกว่ารอดูรายการนายกรัฐมนตรีก่อนไปทำธุระนอกบ้าน และบางรายบอกว่าแม้จะมีงานสำคัญต้องทำนอกบ้านเช่น ตามไร่ สวน หรือค้าขาย ก็นำวิทยุติดตัวไปฟังด้วย นอกจากนี้ แฟนรายการบางรายในเขตเมืองที่พลาดจากการชมถ่ายทอดสด ก็จะติดตามย้อนหลังทางอินเตอร์เนต และสนใจติดตามจากข่าวโทรทัศน์ช่องอื่นๆ แทน

  แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้ติดตามชมรายการเชื่อมั่นประเทศไทย ให้ความสำคัญและชื่นชอบประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องมากกว่าเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม แต่นายกรัฐมนตรีคงต้องชี้ให้สาธารณชนเห็นความสำคัญของคุณธรรมและจริยธรรมอย่างต่อเนื่องต่อไปและน่าจะยกตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์ที่ใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชนประกอบ
 
 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 56.2  เป็นหญิง ร้อยละ 43.8 เป็นชาย  ตัวอย่างร้อยละ 6.9 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 18.1 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 19.6  อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 28.2 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และ ร้อยละ 27.2  อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 78.7 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 20.2 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.1  สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี  ตัวอย่างร้อยละ  31.7  ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป   ร้อยละ 23.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว   ร้อยละ 17.9  ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.2  ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ    ร้อยละ 7.6  เป็นนักเรียน/นักศึกษา    ร้อยละ  5.9  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ  ในขณะที่ร้อยละ  3.3  ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ