
"เจ๊ยุ" เป็นนักข่าวการเมือง จนนาทีสุดท้าย
"เจ๊ยุ" เป็นนักข่าวการเมือง จนนาทีสุดท้าย
"เจ๊ยุ" เป็นนักข่าวการเมือง จนนาทีสุดท้าย
"ไม่ได้ลา ไม่ได้อำลาจากการเป็นนักข่าวเลย" ประโยคหนึ่งที่หล่นจากปากเจ๊ยุ ยุวดี ธัญญสิริ อดีตนักข่าวการเมืองประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อครั้งเจอกฎใหม่ของทำเนียบรัฐบาล ว่านักข่าวที่ไร้สังกัด ไม่สามารถออกบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลให้ได้
ว่ากันว่า การจะรู้จักใครสักคนอย่างลึกซึ้ง นอกจากจะต้องสัมผัสคนคนนั้นด้วยตัวเองแล้ว การซึมซับประสบการณ์จากบุคคลที่รายรอบคนคนนั้น จะยิ่งทำให้รู้จักเขาดียิ่งขึ้น
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่คุ้นเคยกับเจ๊ยุมาอย่างยาวนาน ในฐานะแหล่งข่าวกับผู้สื่อข่าว เปิดเผยถึงการจากไปของผู้สื่อข่าวคนนี้ว่า เพิ่งได้รับทราบและถือว่าเป็นที่น่าเสียดาย เพราะนางยุวดีเป็นนักข่าวรุ่นเก่าที่อยู่กับทำเนียบรัฐบาลมาเป็นเวลานาน 30-40 ปี นานก่อนที่ตนจะเข้ามาอยู่ในทำเนียบฯ เสียอีก การอยู่ในทำเนียบฯคราวก่อนกับในครั้งนี้ของตนก็ได้พึ่งพาอาศัยนางยุวดี
“ท่านได้ช่วยรัฐบาลหลายเรื่องเหมือนกัน ในการบอกให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร บางเรื่องท่านรับไปทำความเข้าใจกับนักข่าวรุ่นน้องๆ บางเรื่องนักข่าวรุ่นน้องๆ เข้าไม่ถึงก็บอกท่าน ก็เป็นคนมาแจ้งให้ทราบ ต้องถือว่าเป็นผู้ใหญ่รุ่นเก่า เป็นนักข่าวคนสำคัญคนหนึ่งในวงการสื่อทั้งหลาย ก็ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของท่าน เพราะผมกับท่านคุ้นเคยกันดี ถือว่าหมดไปอีกคนหนึ่ง คนอื่นๆที่อายุมากกว่าก็มี แต่คนเหล่านั้นไม่ได้มาทำหน้าที่ แต่เจ๊ยุทำหน้าที่จนนาทีสุดท้ายหรือเกือบสุดท้าย” นายวิษณุ ระบุ
ในส่วนของผู้สื่อข่าวการเมือง ที่ถือเป็นลูกหลานของ เจ๊ยุ ต่างเคยร่วมงานกันมาในระยะเวลาที่เรียกได้ว่านานพอจะทำให้รักและเคารพนักข่าวอาวุโสคนนี้
ขณะที่นายประชา หริรักษาพิทักษ์ ผู้สื่อข่าวการเมือง สำนักข่าวรอยเตอร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ภายหลังเดินจากไปเยี่ยมอาการ เจ๊ยุ เมื่อ 9 มี.ค.60 ซึ่งเป็นวันครบรอบแต่งงานของเจ๊ยุ ว่า
"อัพเดต....อาการเจ๊ยุ และ 45 ปีแห่งความรักอันงดงามของ "เจ๊ยุ +พี่ยักษ์"
13.00 น. 9 มีนาคม 2560 หลังเข้ารักษาตัวในรพ.พระมงกุฏเกล้า 6 วัน พี่ยักษ์อัพเดตอาการล่าสุดของเจ๊ยุให้ฟังว่า อาการโดยรวมยังทรงตัวอยู่ แต่หมอที่ทำการรักษาบอกว่าได้ดำเนินการรักษาเจ๊ยุในทุกขั้นตอนการรักษาแล้ว เพราะอาการคนไข้มีความดันต่ำทำอะไรมากไม่ได้ จากนี้จะทำการรักษาเจ๊ยุตามสภาพและอาการของคนไข้
ระหว่างการเยี่ยมเจ๊วันนี้ ผม พี่แสง(แนวหน้า) พี่เอ๋(ไทยโพสต์) น้องเม้าท์(ไทยรัฐ) น้องทราย(สยามรัฐ) ได้มีโอกาสให้กำลังใจและพูดคุยกับพี่ยักษ์พอสมควร พี่ยักษ์เล่าให้ฟังว่า ตนเองและเจ๊ยุได้มาหาหมอเพื่อทำการตรวจโรคตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำในทุก 3 เดือน และที่ผ่านมาเจ๊ไม่เคยมีโรคประจำตัวร้ายแรงแต่อย่างใด
" พี่กับเจ๊ก็มาหาหมออยู่เป็นประจำทุกๆ 3 เดือน เขาไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงอะไรเลย จะมีบ้างก็เป็นพวกเล็กๆน้อยๆ เป็นไข้ ปวดหัว ธรรมดา หลังๆก็มีอาการปวดเข่าปวดข้อบ้างก็ตามปะสาคนแก่สูงวัย แต่เรื่องโรคร้ายแรงอะไรนั้นไม่มีเลย เข้าโรงพยาบาลนอนโรงพยาบาลก็ไม่เคย เราซะอีกที่เคยมานอนโรงพยาบาลอยู่ตั้งนาน แต่เจ๊นี้ไม่มีเลย จู่ๆเขาก็มาล้มฟุบแบบนี้ ไอ้เราก็แปลกใจ"
ย้อนอดีตเรื่องสุขภาพเจ๊ยุจบ พี่ยักษ์ก็พร่างพรูความประทับใจถึงศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่วันนี้เป็นวันครบรอบ 45 ปีของการแต่งงานพอดิบพอดี และเดือนหน้าวันที่ 15 เมษายน ก็จะครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุ 72 ปีของเจ๊ยุ แต่เจ้าตัวก็ดันมาเจอโชคร้ายที่สุดแห่งชีวิต
" วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานของพี่กับเจ๊ 45 ปีพอดี ปกติก็ไม่ค่อยสวีตหวานอะไร บางทีเราก็ลืม แต่เขาจำได้ตลอด ก็ถามเราว่ารู้ไหมวันนี้วันอะไร จำได้ก็บอก จำไม่ได้ก็ไปเรื่องอื่น เพราะชีวิตเราเป็นพวกบ้างานทั้งคู่ และเราไม่ได้เป็นประเภทโรแมนติกอะไร วันครอบรอบแต่งงานก็ใช้ชีวิตปกติธรรมดา"
กระเซ้าถามพี่ยักษ์ว่าอยู่กันมานาน 45 ปี เคยทะเลาะอะไรรุนแรงกับเจ๊ยุบ้างไหม พี่ยักษ์ยิ้ม (ทั้งๆที่ขณะนี้กำลังเผชิญกับความทุกข์อย่างที่สุด) ก่อนตอบคำถามตามไสตล์ผู้ชายอารมณ์ดีเหมือนที่ทุกคนได้สัมผัส
"โอ้ยเรื่องทะเลาะกันนี้ประจำ แต่ไม่ได้ใหญ่โตรุนแรงอะไรส่วนมากก็เรื่องเล็กๆน้อยๆ จุ๊กๆจิ๊กๆ ไปเรื่อย เวลาทะเลาะกันบางทีไม่พูดกันนาน 4-5 วัน แต่ถึงเวลาเราก็ไปง้อเขาก่อน ก็ใช้วิธีเข้าไปจับแขนจับไหล่อะไรแบบนี้ แป๊บเดียวเขาก็หายโกรธ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่ใช่คนที่โกรธนานอะไร ง้อหน่อยก็หายก็อ่อน"
ถ่ายทอดความกระหนุงกระหนิงระหว่างกันจบ พี่ยักษ์ก็เล่าความประทับในตัวศรีภรรยาให้ฟังว่า
" 45 ปีที่ผ่านมาเราอยู่กันแบบเพื่อนมากกว่า เป็นเพื่อนคู่คิดเพื่อนคู่ใจ ใช้ชีวิตแบบเพื่อน เขามีอะไรก็เล่าให้เราฟัง วันนี้มีข่าวนี้ มีเรื่องนู้น มีเรื่องนี้ ก็คุยกันไปเรื่อย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นประเด็นสาธารณะที่คนทั่วไปเขาคุยกัน ไม่มีเรื่องล้วงความลับ เพราะเขาไม่เคยถามเรื่องงานของเราอยู่แล้ว เพราะถึงถามเราก็ไม่บอกเพราะทุกอย่างเป็นความลับทางราชการ ( ยิ้มและหัวเราะ) ยุเขารู้เขาก็จะไม่มาถามเราเรื่องพวกนี้ ปกติเรื่องงานก็ไม่คุยกันอยู่แล้ว เพราะเรากับเขาก็คนละสายงานกัน "
จบเรื่องความรักบิ๊กยักษ์ก็อัพเดตเรื่องความน่ารักของเจ๊ยุเวลาอยู่บ้าน ที่คำบอกเล่าจากพี่ยักษ์ในวันนี้ยืนยันความเป็นนักข่าวในสายเลือดของเจ๊ยุได้เป็นอย่างดี
" เจ๊ยุชีวิตเขาเป็นนักข่าวตลอด อยู่บ้านถ้าไม่อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ก็เปิดทีวีดูข่าว ดูทั้งวันดูตลอด ไอ้เราจะเปลี่ยนไปดูกีฬา ดูกอล์ฟ ดูสนุกเกอร์ ดูเทนนิสก็ไม่ได้เลย ทั้งๆที่ห้องตัวเองก็มีทีวีเครื่องเล็กแต่เขาไม่ยอมดู ชอบลงมาแย่งเราดูเครื่องใหญ่ที่อยู่ข้างล่าง ไม่รู้ทำไม สงสัยอยากมาอยู่ใกล้เรามั้งเพราะชอบมานั่งข้างๆ (ยิ้ม) แย่งไปแย่งมา เขาก็บอกว่าเดี๋ยวต้องไปว่ากสทช.หน่อยแล้ว เพราะปล่อยให้มีการถ่ายสนุกเกอร์มอมเมาประชาชน (ยิ้ม) "
สนทนากันพอหอมปากหอมคอ พี่ยักษ์ทิ้งท้ายในวันที่ชะตาชีวิตของเจ๊ยุศรีภรรยาสุดที่รักแขวนอยู่บนเส้นด้าย เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกด้วยหัวใจเพชรด้วยใจที่แกร่งดังหินผา เพราะตลอดระยะเวลาที่เจ๊ยุเข้าโรงพยาบาล 6 วัน เขารับแขกทุกคนต้อนรับทุกคณะด้วยตัวเองพร้อมกับพี่เอ้ที่เป็นลูกชาย เล่าเรื่องเจ๊ยุอัพเดตอาการป่วยของภรรยาให้ทุกคนทุกคณะฟังอย่างละเอียด ยืนเป็นวันๆ รับโทศัพท์วันละหลายร้อยสาย แทบไม่ได้พักกลับไปก็แทบไม่ได้นอน โดยไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยไม่แสดงอาการท้อไม่มียุบไม่มีอาการฟุบให้ใครเห็น อาจจะมีหลุดอาจจะมีร้องไห้ออกมาบ้างก็เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันปุ๊บปั๊บจนเกินกว่าจะตั้งรับทำใจได้ เป็นทุกข์มหาศาลที่เห็นคู่ชีวิตเป็นตายเท่ากันอยู่ตรงหน้า
"จากนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราก็จะรักษาเขาไปตามอาการอย่างดีที่สุด ฝากบอกไปถึงทุกคนใครที่อยากมาเยี่ยมเจ๊ยุก็ขอให้รีบมา"
ช่วยกันภาวนา ช่วยกันสวดมนตร์ ช่วยกันอธิษฐานขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับเจ๊ยุ และร่วมเป็นกำลังใจให้กับพี่ยักษ์ พี่เอ้และครอบครัวเจ๊ยุ ด้วยกันนะครับ
ปล...วันนี้เจ๊นอนยิ้ม หน้าตาสดใส เหมือนนอนฝันดีในวันครบรอบแต่งงาน"
ความเป็น "เจ๊ยุ" จากคำบอกเล่า ของหนึ่งในลูกรักของวงการ
นายสมัชชา หุ่นสาระ อดีตผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า ถึงความผูกพันธ์ระหว่างเขากับเจ๊ยุว่า
"ยุวดี ธัญญสิริ"กับข้าพเจ้า
(ปล.ข้าพเจ้ากับผู้อาวุโสท่านนี้ บันทึกภาพร่วมกันเพียง1ใบในรอบ16ปีเศษ เพราะข้าพเจ้าคิดในตอนนั้นว่า ยังมีเวลาบันทึกภาพกันอีกหลายนาที)
1) เคยเขียนเรื่องระหว่างข้าพเจ้ากับผู้อาวุโสวงการข่าวคนหนึ่งเมื่อต้นเหมันต์ฤดูที่ผ่านมา 16 ปีเศษที่ชีวิตได้มีส่วนหนึ่งวนเวียนในการทำงานร่วมกับ"พญาหงส์"บนสนามข่าวนั้น...ใช่ว่าจะรางเลือน
วันนี้พญาหงส์คล้ายว่าจะพักกายเเละพักความรู้สึกไปชั่วขณะ เหตุจากโรคาพยพที่เข้ามาสู่สังขารวัย71เเบบไม่ทันรู้ตัว
ความเศร้าซึมจากความรู้สึกของบรรดาผู้ที่เคยสัมผัสผู้อาวุโสท่านนี้กระจายเเผ่ซ่านไปทั่ว
"ความหวังเเละปาฏิหาริย์"เท่านั้นที่ทุกคนภาวนาว่า มันน่าจะเกิดขึ้นสักครั้งกับ"พญาหงส์"ร่างนี้เพื่อให้กลับมาโลดเเล่นบนยุทธจักรข่าวสารของเเผ่นดินด้ามขวานทอง
บันทึกนี้จะเขียนเพิ่มเติมในบางส่วนบางตอนที่หล่นหายไปให้สมบูรณ์ขึ้นระหว่างข้าพเจ้ากับ"ยุวดี ธัญญสิริ"
---
2)1พ.ย.2559 วันนั้นไปทำธุระเเถวนางเลิ้ง เเวะไปรังนกกระจอก2 ตอนเช้าๆ คนยังมาน้อย ไปขอกาเเฟจากพี่เเสง เเละตะเบ๊ะสวัสดี"ยุวดี ธัญญสิริ" หรือเจ๊ยุ
เจ๊ทัก"เเชมป์ เเกมาก็ดีเเล้ว มาช่วยฉันเเปะภาพประวัติศาสตร์ด้วย"
วันนั้นเจ๊ให้ช่วยเเปะภาพ"ในหลวง รัชกาลที่9" บนผนังกำเเพง
ระหว่างนั้นเจ๊ได้เล่าอะไรบางอย่างเติมความรู้ให้สมอง
---
3) หลายปีก่อนที่มีเหตุการณ์ใหญ่ๆในบ้านเมือง เจ๊มักจะเลือกหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเเบบ"โดน"มาหลายฉบับเเละตัดไว้ ข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่งในบรรดา"พี่-เพื่อน-น้อง"ที่ต้องช่วยเจ๊คัดเลือกพาดหัวข่าวเเละภาพข่าวว่าควรจะใช้ภาพเเละข่าวใด
"เจ๊เเปะเเบบนี้รกตาจะตาย" ข้าพเจ้าบ่นไปทำงานตามที่เจ๊สั่งไป
"เเกอย่าบ่น ทำไป ข่าวประวัติศาสตร์ทั้งนั้น"เจ๊ที่ยืนคุมข้าพเจ้าปฏิบัติภารกิจตอบมาเเบบนั้น( ต่อมา พี่น้องคนอื่นก็ต้องปฏิบัติเเบบเดียวกับข้าพเจ้า)
---
4)ข้าพเจ้าเจอเจ๊ครั้งเเรก เมื่อเริ่มงานนักข่าวที่นสพ.สยามรัฐ กลางปี2544โดนหัวหน้าส่งมาทำเนียบรัฐบาล ภารกิจ"ติดตามสร.1 "ข้าพเจ้าเข้าที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐมาเเบบไม่รู้เรื่องว่า "ตรงไหนถิ่นใคร" ช่วงเเรกๆข้าพเจ้าเเวะไปพิมพ์ข่าวในรังนกกระจอก1 โดยไปเเบบไม่รู้เหนือ-ไม่รู้ใต้ เพราะดันไปใช้"พิมพ์ดีดของเจ๊"
พี่ๆในรังนั้น เห็นเข้าเเต่ไม่ทันเตือน เพราะไม่กี่อึดใจเจ๊เดินเข้ามาเห็นเข้าเเละโดนตวาดทันทีว่า"เธอเป็นใคร!มาใช้พิมพ์ดีดฉัน" ข้าพเจ้าเถียงไปว่า"ของกองกลางนี่ครับ" เจ๊สวนทันควัน"ใครบอกเธอ?"
ประทับใจไปนาน....
เจ๊มักมาเเต่เช้า มาเก็บกวาดรังนกกระจอก รวมทั้งจัดสรรหนังสือพิมพ์ที่ตีตราว่าใครคือเจ้าของ ไม่เช่นนั้นมันจะหายไป
ช่วงเเรกที่ข้าพเจ้าไปเเกะห่อหนังสือพิมพ์ จะมีเสียงดังเข้ามาทันทีว่า"ใครให้เธอเเกะ?"ข้าพเจ้าตอบสวนทันควันว่า"ผมขออนุญาตพี่...ที่เป็นเจ้าของห่อนี้เเล้วครับ " เจ๊ตอบกลับมาว่า"ไม่รู้ เจ้าของยังไม่บอกฉัน เธอห้ามยุ่ง"
(ต่อมาเมื่อผ่านมาหลายฤดู เมื่อข้าพเจ้ามีชื่อเเปะบนห่อหนังสือพิมพ์ เจ๊ก็ไม่ให้น้องๆร่วมสำนักของข้าพเจ้าอ่าน เพราะเจ๊บอกไปว่า"หนังสือของอีเเชมป์มัน" จนข้าพเจ้าต้องไปบอกเจ๊ว่า "เจ๊ ให้น้องๆมันอ่านเถอะ ผมไม่หวง มันจะได้รู้ข่าวเยอะๆ")
ข้าพเจ้าสัมผัสเจ๊มากขึ้น ในช่วงที่ต้องออกไปทำข่าวนอกทำเนียบฯ พี่คนหนึ่งซึ่งมักคุ้นกับเจ๊ มาบอกว่า"เเชมป์ มึงเอาเจ๊ติดรถไปด้วย" ข้าพเจ้าบอกไปว่า"พี่ ให้เจ๊ไปนั่งคันอื่นเถอะ" พี่คนนั้นบอกว่า"รถคันอื่นเต็ม เจ๊จะมากับกู กูบอกเจ๊ไปว่า กูมาเเละกลับพร้อมมึง เจ๊จะไปกับกู เเละให้กูมาขออนุญาตมึง"
2-3ครั้งที่เจ๊นั่งรถของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขับรถเเบบสุภาพเเละช้า จนวันหนึ่งเจ๊บ่นลอยๆว่า"ขับช้าจังเลย เมื่อไหร่จะถึง ไปถึงคงตกข่าวเเล้วกระมัง"
เมื่อคุ้นเคยกันมากขึ้น ทุกวันเวลาเจอเจ๊ ข้าพเจ้าจะตะเบ๊ะเเทนการยกมือไหว้ (เเละเเทบจะเป็นคนเดียวกระมังที่ทำเเบบนี้) เเละเมื่อคุ้นเคยกับเจ๊มากขึ้น ข้าพเจ้ามักจะเเซวเจ๊หลายเรื่อง ตั้งเเต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือกระทั่งเรื่องซีเรียส
พี่ๆในสนามข่าวทำเนียบฯ มักเเซวเเละย้ำกับหลายๆคนเกี่ยวกับเจ๊เเละข้าพเจ้าว่า"เป็นเสมือนลูกชายคนเล็กของเจ๊" เพราะกวนเจ๊เเบบไม่ลดราวาศอก (ก่อนหน้านี้มีพี่ๆผู้ชายบางคนที่เจ๊ให้ความเอ็นดูเเละถูกนับว่าเป็นเเก๊งลูกชายเจ๊ เเตกต่างจากข้าพเจ้าที่เเม้ ไม่มีเรื่องอะไรก็หาเรื่องมาเถียงกับเจ๊ จนโดนด่า พี่ๆน้องๆขำกันกลิ้ง เเต่ข้าพเจ้ากับเจ๊ก็ไม่เคืองกัน)
เมื่อเจ๊ย้ายจากการนั่งที่รังนกกระจอก1 มานั่งที่รังนกกระจอก2 เวลาที่ข้าพเจ้าเเละพี่บางคนจะไปหาอะไรกินข้างนอก เจ๊จะสั่งว่า"เเกไปไหนกัน กินอะไร ซื้อมาให้ฉันด้วย" เเละต่อมาเวลาข้าพเจ้าจะไปข้างนอกก็จะสอบถามเสมอว่า"เจ๊จะกินอะไร"หรือบางคราวเจ๊จะโทรมาสั่งเองเมื่อรู้ว่าข้าพเจ้าไปข้างนอก" เเหม เเกไปหาของอร่อยกินที่นั่น ไม่บอกเลยนะ ฉันฝากซื้อ......"
ครั้งหนึ่ง เเวะไปร้านสะดวกซื้อ มีโปรโมชั่นซือไอศครีม1เเท่ง เเถม1เเท่ง ด้วยความที่อยากลิ้มรสผนวกกับคิมหันต์ฤดู ไอศครีมเเท่งนั้นเเพงในความรู้สึกของข้าพเจ้า เเต่ที่ซื้อเพราะมันเเถม
ข้าพเจ้าเดินกลับมารังนกกระจอก เจ๊เห็นเข้าก็ถามว่า"เเกกินไอติมเหรอ" ข้าพเจ้ามอบไอศครีมอีก1เเท่งให้เจ๊ไป เจ๊บอกว่า"เเกซื้อมาฝากฉันหรือ" ข้าพเจ้าตอบไปว่า"เปล่า มันซื้อ1 เเถม1 ผมเอาของเเถมให้เจ๊"
"อีบ้า"คือคำตอบที่เจ๊ให้ข้าพเจ้า เเละไม่นานนักไอศครีมเเท่งนั้นก็เหลือเพียงห่อพลาสติกเเละไม้ไอศครีม โดยมีคราบชอกโกเเลตเเละวนิลาเล็กๆหล่นอยู่ริมฝีปากของเจ๊....
เมื่อขยับตัวเป็นมือพิมพ์ข่าวจากโน๊ตบุ๊ค เพราะเจ๊จะเเกะเทป บอกข่าวให้พิมพ์เเบบละเอียด ยังเคยบ่นกับเจ๊ว่า"เจ๊ คนอื่นว่าง เจ๊ใช้มันบ้างสิ รอผมทำไม?" เจ๊ไม่ตอบเเต่ดุกลับมาว่า"มาช้าเเล้วยังเรื่องมากอีก รีบๆทำเลย" (ทราบมาภายหลังจากพี่ๆว่า เจ๊บอกว่าข้าพเจ้าพิมพ์เร็ว เจ๊ชอบ) เเละยังทำหน้าที่ส่งข่าวให้เจ๊
"เเชมป์ เธออย่าลืมส่งอีเมล์ข่าวนั้น /ข่าวนี้ให้ฉันนะ ....."
ครั้งหนึ่งยังจำได้ เจ๊จะบ่นเรื่องข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนที่ส่อเเววทุจริต เจ๊อ่านข่าวไปบ่นไป ข้าพเจ้าเเซวไปว่า"เจ๊บ่นว่าปลัดกระทรวงเกือบหมดส่อเเววโกง เเล้วปลัดกระทรวง....โกงไหม?" เจ๊นิ่งไปชั่วอึดใจเเล้วตะโกนมาว่า"ปลัดกระทรวงนี้ไม่โกงโว้ย!"ท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครหลายคน
ยามเจ๊กลับบ้าน(15.00-15.30น.)รถประจำตำเเหน่งจะเเล่นมารอรับ ข้าพเจ้าจะตะโกนบอกเจ๊ว่า"เจ๊ รถโรงเรียนมารับเเล้ว" โดยเจ๊จะบอกมาว่า"เเกมาช่วยเเบกของขึ้นรถฉันด้วย"
-----
5)"เเกจบโรงเรียนนี้หรือ? ฉันจบศ.อ. (ศรีอยุธยา) นักเรียนโรงเรียนเเกเเสบทั้งนั้น หากไม่มีไม้เรียวป๋าพา ไชยเดช พวกเเกเป็นโจรไปเเล้วกระมัง?"ประวัติโรงเรียนข้าพเจ้า เจ๊ยังรู้เลย (เพราะโรงเรียนเจ๊กับโรงเรียนข้าพเจ้าห่างกัน5ป้ายรถเมล์ เเม้จะเรียนห่างกันหลายสิบปี)
บางครั้งบางคราวเจ๊งัดภาพประวัติส่วนตัวของเจ๊มาให้ข้าพเจ้าได้ยล อาทิ ภาพสมัยเป็นนักศึกษา ท่าพระจันทร์ วารสารญ รุ่น1 ภาพมงคลสมรสของเจ๊กับเสธ.ยักษ์ ภาพการทำข่าวสมัยเจ๊ยังเป็นสาว ฯลฯ ระหว่างโชว์ภาพถ่าย เจ๊จะเล่าความหลังของภาพนั้นๆเเบบละเอียด เสมือนเพิ่งเกิดเมื่อสักครู่
เจ๊บ่นเสมอเวลาข้าพเจ้าเมามันกับเครื่องดื่มสีอำพันเเละควันสีเทาในยามค่ำคืน จนต้องลากสังขารมาทำงานในช่วงสายๆ "เจ้านายเเกไม่ด่าบ้างหรือ เเฮงก์เสมอเลยเเกนี่"
บางคราวเวลาเจาะข่าวหรือเช็กข่าวตามที่หัวหน้าสั่งมาไม่ได้ เพราะเเหล่งข่าวระดับใหญ่ของรัฐบาลไม่รับสาย ข้าพเจ้ามักจะอารมณ์บูด เจ๊จะถามว่า"เเกเป็นอะไร" เมื่อบอกเจ๊ไป เจ๊บอกว่า"เดี๋ยวฉันเช็กข่าวให้ เเต่เเกต้องส่งให้ฉันด้วย" ไม่ช้านานข่าวนั้นเจ๊ก็เจาะได้มา ข้าพเจ้าต้องเเจ้งหัวหน้าไปว่า"เจ๊ช่วยเช็กให้ เพราะเเหล่งข่าวไม่รับสายของผม"
ตำนานนักข่าวที่เก็บรายละเอียดข่าวไว้มาก 40กว่าปี สิ่งที่มากกว่าข่าว หากใครไม่รู้ ไปขอข้อมูลจากเจ๊ได้ เจ๊ไม่มีกั๊ก เพียงกำชับว่า "เล่าให้รู้ปูมข่าว อย่าเขียน เธอจะได้เข้าใจสถานการณ์"
-----
6)ครั้งหนึ่งมีจังหวะไปเรียนกฎหมาย สำนักท่าพระจันทร์ (สุดท้ายเรียนไม่จบ) เจ๊จะถามว่า" เรียนกฎหมายไปถึงไหนเเล้ว เอาให้จบนะ" เสมอมา
เมื่อย้ายสายงานเข้ามาประจำข้างใน ข้าพเจ้าฝากน้องๆในทีมเเละนักศึกษาฝึกงานให้รู้จักกับเจ๊ไว้ก่อน
เเละเมื่อข้าพเจ้าหายไปนาน เจ๊มักถามไถ่กับน้องๆเสมอว่า "เเชมป์มันเป็นอย่างไรบ้าง มันหายไปเลย"
ยามเจ๊ไปเมืองนอกปีละครั้ง เจ๊จะมีเสื้อมาฝากข้าพเจ้าเสมอ
เเทบทุกปี เจ๊กับข้าพเจ้าจะไปสักการะศาลเสด็จเตี่ยที่ด้านหน้าพาณิชย์พระนคร โดยข้าพเจ้าเตรียมอาหาร ส่วนเจ๊จะเตรียมเครื่องดื่มสีอำพันไปสักการะ เมื่อเสร็จพิธี เจ๊จะนำอาหารไปปรุงที่โรงอาหารเเล้วมากินร่วมกัน ส่วนเครื่องดื่มสีอำพันนั้น ข้าพเจ้าขอเจ๊ไปหยดรดลำคอ โดยอ้างเหตุผล"เจ๊ ผมขอไปเป็นมงคลชีวิตนะ เอาไปเเบ่งน้องๆมันด้วย"
------
7) 24ธ.ค.2559 สายๆของวันนั้นข้าพเจ้าเเวะไปทำธุระย่านสามเสน ประสบพบใครบางคนกำลังสาวเส้นใหญ่เยนตาโฟในมื้อตะวันส่องกลางโลก เเต่เเวะมาเรียกด้วยสำเนียงคุ้นหู "เเชมป์ เเกมาทำไม?งานเป็นอย่างไร?อย่าไปกวนใครนะฯลฯ"
20นาทีที่เเวะเวียนถามไถ่จังหวะชีวิต ข้าพเจ้าตอบผู้อาวุโสไปว่า "เจ๊ หลังปีใหม่ ผมมาหาเเละจะเอาขนมมาฝาก"
----
8)4มี.ค.2560 บ่ายๆวันนั้นได้ยินข่าวเกี่ยวกับเจ๊ ข้าพเจ้าเเล่นกายไปยังโรงพยาบาลโดยพลัน เเละได้พบพี่-เพื่อน-น้องในวงการมาร่วมให้กำลังใจพญาหงส์ร่างนั้น
สองนาทีที่ข้าพเจ้ายืนสัมผัสมือของเจ๊เเผ่วๆ ข้าพเจ้าพูดเพียงว่า"เจ๊ หากยังไหว เจ๊ลุกขึ้นมา....."
เเละไปอีกครั้งในช่วงหัวค่ำวันนั้น..โดยที่ข้าพเจ้าไม่มีคำพูดใดนอกจากความรู้สึกภูมิใจเเทนเจ๊ว่า
"เเม้เจ๊อยู่ในภาวะนั้น พี่-เพื่อน-น้อง ในวงการข่าวเเละเเวดวงอื่นๆ ทุกดวงใจบนชั้น17 โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าส่งไปให้เจ๊ด้วยความสุจริตว่า ขอให้เจ๊เเข็งเเรงเเละหายโดยพลันเพื่อกลับมาทำหน้าที่"
คนเเบบเจ๊..ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด "วิญญาณนักข่าว"ยังติดตัวเจ๊เสมอ"
------------



