
ถึง รัฐบาล จะเปลี่ยน แต่ อุดมการณ์ (เจ๊ยุ) ไม่เคยเปลี่ยน
ถึง รัฐบาล จะเปลี่ยน แต่ อุดมการณ์ (เจ๊ยุ) ไม่เคยเปลี่ยน
นางยุวดี ธัญญสิริ เกิดเมื่อปี 2489 จบการศึกษา โรงเรียนศรีอยุธยา เเละคณะวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่1
ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ หรือ บิ๊กยักษ์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีบุตร 1 คน
เจ๊ยุเร่ิมต้นชีวิตการเป็นนักข่าว โดยเริ่มจากการฝึกงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ จนได้ทำงานต่อที่นี่ จากนั้นได้ย้ายไปทำงานเป็นผู้สื่อข่าวประจำหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนเกษียณอายุจากการปฏิบัติหน้าที่เมื่อปี 2550 เเต่เจ๊ยุยังคงปฏิบัติหน้าที่ผู้สื่อข่าวอิสระมาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ซึ่งเจ๊ยุถือว่าเป็นผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน เกือบ 50 ปี โดยเริ่มต้นอาชีพผู้สื่อข่าวการเมือง ตั้งแต่ยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อปี 2511 ผ่านประสบการณ์อันโชกโชนในการทำงานข่าวสายการเมือง ด้วยการเป็นผู้บันทึกยุคสมัย เห็นความเป็นไปของบ้านเมืองมาตลอดชีวิตการทำงาน ภายใต้การนำของนายกฯ ถึง 20 คน ได้แก่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์, นายสัญญา ธรรมศักดิ์, หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช, นายธานินทร์ กรัยวิเชียร, พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ, นายอานันท์ ปันยารชุน, พลเอก สุจินดา คราประยูร, นายชวน หลีกภัย, นายบรรหาร ศิลปอาชา, พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ, นายทักษิณ ชินวัตร, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์, นายสมัคร สุนทรเวช, นายสมชาย วงสวัสดิ์, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงยุคนี้ ยุคที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำรัฐบาล
ทั้งนี้ การจากไปของปรมาจารย์นามเจ๊ยุ ที่ผู้สื่อข่าวการเมืองต่างยกย่องนั้น นำมาซึ่งความสูญเสียต่อวงการเป็นอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่นักข่าวการเมืองรุ่นหลังจะแสดงความคาวระคนที่ยกย่องได้ดีที่สุด คือมุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อย่างที่ เจ๊ยุ เคยพร่ำบอกตลอดมา
สิ่งหนึ่งที่นักข่าวรุ่นหลังได้เห็นจนชินตา และนับเป็นบุคลิกที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ๊ยุคือ ความตรงไปตรงมาในการทำหน้าที่ ตั้งคำถามกับผู้บริหารบ้านเมืองอย่างถึงแก่น คนแล้วแล้วคนเล่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่รัฐบาล แต่อุดมการณ์และจิตวิญญาณความเป็นสื่อของเจ๊ยุไม่เคยเปลี่ยนตามตราบจนลมหายใจสุดท้าย ต้องขอคาวระ
ประสบการณ์จากภาคสนาม
เจ๊ยุ เคยให้สัมภาษณ์ในหนังสือที่ระลึก 80 ปี สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2555 ตอนหนึ่งว่า เข้ามาทำข่าวยุคปลายของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ประมาณปี 2511 ตอนนั้นที่ทำการนายกรัฐมนตรียังอยู่ที่ตึกบัญชาการหลังเก่า ส่วนตึกไทยคู่ฟ้าใช้เป็นสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น เวลาแถลงข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีก็ใช้ตึกนารีสโมสรเหมือนเช่นปัจจุบัน
สมัยก่อนทำเนียบรัฐบาลจะไม่เปิดให้นักข่าวเข้ามาข้างใน ในวันอังคารที่มีการแถลงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนักข่าวก็ไปยืนรอที่ประตูหลัง ด้านติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ในขณะนั้น พันเอกอาจศึก ดวงสว่าง เป็นโฆษกรัฐบาล และคุณบรรจบ จันทิมากูร เป็นเจ้าหน้าที่ทีมงานโฆษก ถ้าจะมีแถลงข่าวถึงจะเชิญนักข่าวมาที่ตึกสันติไมตรี แต่ถ้าไม่มีการแถลงข่าวก็จะนำข่าวแจกไปให้ที่ประตูหลัง ไม่เคยได้เข้ามาเดินภายในทำเนียบรัฐบาล
หลังจากผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา
ทำเนียบรัฐบาลเริ่มเปิดให้นักข่าวเข้ามาได้บ้าง สมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯ ก็ยังใช้ตึกบัญชาการหลังเก่าเป็นที่ทำงาน เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีการเลือกตั้งในระยะหลัง ทำเนียบรัฐบาลก็ได้เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้ามาได้ และค่อยๆ เปิดเต็มที่มาเรื่อยๆ
สมัยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกฯ ได้ใช้ตึกบัญชาการหลังใหม่เป็นที่ทำงาน และนายกฯ คนต่อๆ ก็มานั่งทำงานที่ตึกบัญชาการ 2 ทุกคน ซึ่งห้องทำงานนายกฯ จะอยู่บนชั้น 3 ส่วนห้องทำงานนักข่าว จะเป็นห้องเล็กๆ อยู่ตรงเชิงบันได กระทั่งยุคพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกฯ ก็ได้สร้างรังนกกระจอกให้เป็นที่ทำงานของนักข่าว สมัยก่อนกว่าจะโทรศัพท์ส่งข่าว หาโทรศัพท์ แย่งโทรศัพท์กัน เพราะมีอยู่น้อย พอเช้าก็ต้องรีบเข้าโรงพิมพ์ไปเขียนข่าว
“คุณผู้หญิงกลับบ้านได้แล้ว ทหารเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลไว้แล้ว”
ตั้งแต่ทำข่าวมาเจอการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้ง จนทหารบอกว่า “คุณผู้หญิงกลับบ้านได้แล้ว ทหารเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลไว้แล้ว”
ที่ผ่านมา แต่ละรัฐบาลจะอยู่กันไม่ยาวบ้านเมืองก็ล้มลุกคลุกคลาน สมัยเผด็จการทหาร ที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ จนมาถึงยุคพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกฯ ซึ่งเป็นรัฐบาลยุคพลเรือน ก็มีคนล้อว่าเป็นเผด็จการพลเรือน เหมือนที่ม็อบเสื้อแต่ละสีทะเลาะกัน ก็อยู่ในวังวนเดิม เพียงแต่วิวัฒนาการเปลี่ยนไป
แต่ความจริงมันคือปัญหาเดียวกันคือ เก่าไม่ยอมวางมือ ใหม่ก็พยายามจะยื้อกันไว้ ในที่สุด บ้านเมืองก็อยู่อย่างนี้ แต่ประเทศไทยมีพระคุ้มครอง มีในหลวงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจจึงอยู่กันมาได้ ก็เดินต่อกันไปได้ ความจริงแล้วคนไทยมีความเก่งอยู่ในตัว ถ้าทะเลาะกันน้อยกว่านี้ บ้านเมืองจะไปไกลมาก คนไทยเป็นคนมีฝีมือ ขอเพียงให้หยุดทะเลาะกันเท่านั้น
ความหวังดี ที่ ฝากถึงนักการเมือง เพื่อบ้านเมือง
อยากให้นักการเมืองกลับไปดูว่าที่ผ่านมา ได้ทำอะไรผิดต่อบ้านเมืองและประชาชนบ้าง นักการเมืองที่มาใหม่ก็อย่าทำสิ่งที่ผิดๆ ต่อไป ควรจะปรับปรุงให้ดีขึ้น เมื่ออาสาเข้ามาทำงานให้ประเทศชาติแล้ว ขอให้ทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ อย่าทำเพื่อพวกพ้อง ถ้าอย่างนี้ก็อยู่ได้ไม่นานประชาชนเองก็คอยดูการทำงานของนักการเมืองว่าจะทำอะไรให้เขาบ้าง เขาก็อยากดูผลงานว่าจะก้าวไปอย่างไร ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ คือ อยากให้คิดถึงประชาชนและประเทศชาติให้มากๆ
จากนักข่าวรุ่นพี่ ถึงนักข่าวรุ่นน้อง
นักข่าวรุ่นหลังที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในการนำเสนอข่าวสารสู่ประชาชนว่าต้องยืนอยู่บนผลประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศเป็นหลัก มีหน้าที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงและตรวจสอบอะไรที่มันไม่ถูกก็ต้องตีแผ่ เพราะการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของเราโดยตรงต้องศึกษารู้จักการเจาะลึกลงไปว่าสิ่งที่มันเป็นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากน้อยแค่ไหน แต่น่าเสียดายนักข่าวสมัยนี้ไม่ค่อยนิยมข่าวเจาะ มักเล่นข่าวกระแสรายวันไปเรื่อยๆ ซึ่งข่าวกระแสโต้กันไปมาไม่มีประโยชน์
นอกจากนั้น สิ่งที่อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาลอยากเห็นคือการแต่งตัวของนักข่าวที่สุภาพเรียบร้อยเพื่แเป็นการเคารพต่อสถานที่
นักข่าวสมัยก่อนแต่งตัวเรียบร้อย
เดี๋ยวนี้แต่งตัวแล้วไม่รู้ว่าจะเป็นนักข่าวหรือนักอะไร เพราะอย่างน้อยเมื่อนักข่าวแต่งตัวเรียบร้อย ใครเขาก็ต้องให้เกียรติ คนเราต้องแต่งกายให้เหมาะสมและเคารพสถานที่.



