ชาวบ้านขุนลาว ปลูกกาแฟอินทรีย์ชนะเลิศระดับประเทศ
โดย - ปฏิญญา ศรีสุภมาตุ
ชาวบ้านขุนลาว ปลูกกาแฟอินทรีย์ในพื้นที่อุทยานฯ โดยเอ็มโอยูกับกรมอุทยานฯให้ปลูกกาแฟสลับกับต้นไม้ การันตีรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ
ปัจจุบันประชากร พื้นที่บ้านขุนลาว ต.เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งอยู่บนพื้นที่สูงในอุทยานแห่งชาติขุนแจ นิยมหันมาปลูกกาแฟบนภูเขาสูงที่ปลูกร่วมกับต้นไม้ใหญ่ จำนวนกว่า 4,000 ไร่ และได้รับรางวัลการันตีว่าเป็นกาแฟ อินทรีย์ชนะเลิศระดับประเทศ โดยได้มีการตกลงความร่วมมือ(MOU) กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ชาวบ้านปลูกกาแฟบนภูเขาที่มีไม้ใหญ่ร่วมอยู่ด้วย และไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติม เป็นการอยู่ร่วมและพึ่งพาระหว่างคนกับป่าตามแนวพระราชดำริ
นายพิชิต ปิยะโชติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนแจ เปิดเผยว่า ตามจริงแล้ว การเข้าไปทำกินในพื้นที่ป่านั้นไม่ถูกต้องด้วยกฎหมาย แต่เนื่องด้วยชุมชนบ้านขุนลาว นี้อยู่อาศัยทำกินกันมาในพื้นที่ตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนที่จะมีการออกกฎหมาย จึงได้รับการผ่อนผันในเรื่องของการทำกิน ตามมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541 ขึ้นมารองรับ ให้ราษฎรในพื้นที่ยังสามารถใช้ประโยชน์ทำกินได้ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นการทำเกษตรที่ไม่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ และไม่มีการบุกรุกใหม่ หรือโค่นล้มต้นไม้เพิ่ม เรียกว่าเป็นการพึ่งพิงธรรมชาติโดยไม่ทำลาย ตามแนวพระราชดำริ ที่ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำตามกฎกติกา เดิมชาวบ้านในพื้นที่บ้านขุนลาว ส่วนใหญ่ทำเกษตรไร่ชาอัสสัม สำหรับทำเมี่ยงอาหารกินเล่น พื้นถิ่นของภาคเหนือ แต่ภายหลังความนิยมในการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาตกต่ำ ทำให้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ชาวบ้านเริ่มปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นเช่น เสาวรส แต่เนื่องจากเสาวรสเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดกระทบโดยตรง ทำให้ชาวบ้านบางรายแอบมีการตัดโค่นต้นไม้บางต้นใกล้เคียงกับพื้นที่ไร่ ที่บดบังแสงแดด ซึ่งผิดกติกาที่ตกลงกันไว้ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปขอความร่วมมือให้ลดพื้นที่ปลูกเสาวรส และหาแนวทางการปลูกพืชชนิดอื่น ที่ไม่ต้องถางไร่เพิ่ม ไม่ต้องการแสงแดดมาก และเหมาะกับพื้นที่เดิมทดแทน ชา และเสาวรส
กระทั่งได้มีโครงการเกษตรอินทรีย์จากมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ได้เข้ามาวิจัยศึกษา และทดลองส่งเสริมการปลูกกาแฟอินทรีย์ สายพันธุ์อราบิก้าสายพันธุ์พิเศษ ที่ไม่ต้องการแสงแดดมากสามารถปลูกอยู่ในร่มไม้บางส่วนได้ แต่จำกัดว่าต้องอยู่บนพื้นที่สูงเกิน 1,000เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ต้องโจทย์กับพื้นที่พอดี จึงได้เข้ามาส่งเสริมให้กับชาวบ้าน ในปี 2553 เริ่มต้นทดลอง 40 หลังคาเรือน กระทั่งพบว่าให้ผลดี เนื่องจากสายพันธุ์ที่ใช้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ กระทั่งราวปี 2556 ได้นำไปประกวดจนได้รับรางวัล ชนะเลิศกาแฟอินทรีย์ ระดับประเทศ จากมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ทางอุทยานจึงได้ร่วมสนับสนุนส่งเสริมและเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชน โดยเฉพาะด้านข้อกฎหมายต่างๆ ร่วมกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ภายใต้กติกาเดิมว่า ไม่มีการรุกป่าเพิ่ม
กระทั่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ทั้งหมด 4,250ไร่ โดยยังคงมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมากปกคลุม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ไม่มีการเร่งฮอร์โมนส์ แต่ก็ยังมีพื้นที่บางส่วน ที่ยังปลูกชาเมี่ยง และเสาวรสอยู่ตามความเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่อุทยานก็จะมีการเข้าไปสุมตรวจเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องสารเคมี หรือการตัดไม้ และโดยเฉพาะการลักลอบไปปลูกในป่าแซมกับต้นไม้ ซึ่งจะตรวจจับได้ยาก แต่ที่ผ่านมาก็พบว่าชาวบ้านไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงใดๆ ดูได้จากไม่มีกลิ่นเหม็นสารเคมีและไม่มีรอยไหม้บนหญ้าที่ขึ้นปะปนร่วมกับต้นกาแฟ
ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความตื่นตัวและถือเป็นเรื่องสำคัญในการใช้เกษตรอินทรีย์และไม่ใช้สารเคมี อันจะส่งผลเสียซึมลงสู่ดินและปนเปื้อนในน้ำ เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ เป็นพื้นที่ต้นน้ำ น้ำลาวที่จะไหลขึ้นเหนือไปรวมกับน้ำกก ที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง บริเวณอ.เชียงแสน ซึ่งหากมีสารเคมีจะส่งผลเสียกระทบต่อระบบนิเวศน์ พืช สัตว์และประชากรจำนวนมากทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
-------------------- -



