ข่าว

“สตรี”และความเสมอภาคในวงการกีฬา

“สตรี”และความเสมอภาคในวงการกีฬา

08 มี.ค. 2560

ธนรัชต์ คูสมบัติ

“คาร์ล มากซ์” นักปรัชญาเศรษฐศาสตร์การเมือง เคยกล่าวเอาไว้ว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากการยกฐานะสิทธิสตรี   ความก้าวหน้าของสังคมสามารถวัดได้จากความเสมอภาคทางเพศ”

ซึ่ง “กีฬา” ก็เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดได้ว่า พัฒนาการของการให้ความเสมอภาคต่อผู้หญิงในสังคมพัฒนาไปถึงจุดใด แน่นอนว่าปัจจุบันเราได้เห็นบทบาทของ “ผู้หญิง” ในวงการกีฬามากขึ้น 

แต่กระนั้นก็ยังมีข่าวคราวเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมในด้านต่างๆออกมาบ่อยครั้ง ภาพสะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงผ่านวงการกีฬากับบทบาทผู้หญิงในสังคมปัจจุบันจึงอาจไม่ต่างกัน

 

เสียงเรียกร้องจากสตรี

 “เซเรนา วิลเลียมส์” นักเทนนิสหญิงมือหนึ่งของโลก เคยเขียนจดหมายเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยมีใจความเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรีในวงการกีฬา ให้มีการยอมรับเทียบเท่าผู้ชาย รวมถึงได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ส่วน “วีนัส วิลเลียมส์” พี่สาวของเซเรนา  ตำหนิฝ่ายจัดการแข่งขันวิมเบิลดันว่า เลือกปฏิบัติในการจัดตารางการแข่งขัน โดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับนักเทนนิสหญิง

ขณะที่สำนักข่าวบีบีซี เคยทำวิจัยเมื่อปี 2014 พบว่าจาก 56 ประเภทกีฬา กว่า 1 ใน 3 มีการมอบเงินรางวัล ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง

นอกจากนี้มีการพบข้อมูลว่า “อาร์เซน่อล”  ซึงได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ปี 2015 ทั้งประเภทชายและหญิง แต่ทีมชายได้เงินรางวัลทั้งสิ้นประมาณ 1.8 ล้านปอนด์  ส่วนทีมหญิงได้เงินรางวัลแค่ 5,000 ปอนด์ยังไม่นับรวมเงินรางวัลแชมป์ฟุตบอลโลกชายมากกว่าฝ่ายหญิงถึง 21 ล้านปอนด์

รวมไปถึงกรณีของ “การคุกคามทางเพศ” ต่อนักกีฬายิมนาสติกหญิง ที่ในประเทศจีน ในปี 2014 และในสหรัฐ อเมริกา เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นี่คือตัวอย่างบางส่วนที่เป็นข่าวใหญ่ในวงการกีฬา และกลายเป็นข้อถามสำคัญต่อสถานภาพสิทธิของผู้หญิงในวงการกีฬาถึงการปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรมและการถูกล่วงละเมิด

 

“มายาคติ” และ “โครงสร้างอำนาจ”

“นางสาวปรานม สมวงศ์” นักกิจกรรมด้านสิทธิผู้หญิง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงและวงการกีฬาในปัจจุบันว่า แม้ปัจจุบันจะได้เห็นพัฒนาการของผู้หญิงในการ “เข้าถึง” กีฬามากขึ้น อย่างเช่น โอลิมกเกมส์ 2012 กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงเข้าร่วมการแข่งขันทุกประเภทกีฬา

อย่างไรก็ตามเรื่องการ “เข้าถึง”  จะดูเฉพาะจำนวนนักกีฬาไมได้ ต้องดูที่มาที่ไปของการสร้างนักกีฬาว่ามีสัดส่วนเท่าไหร่ระหว่างชายกับหญิง โอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์กีฬา  การเข้าถึงสถานที่สำหรับเล่นกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงกีฬาของผู้หญิงที่ไม่ใช่นักกีฬา

“กีฬาถูกผูกติดกับความเป็นผู้ชายมาตั้งแต่อดีต เป็นมายาคติที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะในไทยแต่เป็นทั่วโลก ทำให้บางครั้งเมื่อเราพบเห็นผู้หญิงจับกลุ่มเล่นกีฬาในพื้นที่สาธารณะกลายเป็นเรื่องแปลกต่อผู้พบเห็น ทั้งที่ควรจะเป็นเรื่องปกติเพราะผู้หญิงก็มีสิทธิที่จะเข้าถึงการเล่นกีฬาเช่นเดียวกับผู้ชาย”

ด้วย “มายาคติ” ดังกล่าว ทำให้นักกีฬาชายได้รับสนใจจากผู้ชมกีฬามากกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสการสร้างรายได้และมีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ดังจะเห็นได้จากสถิติรายรับของบรรดานักกีฬาในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่ง 100 อันดับแรก มีนักกีฬาหญิงติดมาเพียง 2 คนเท่านั้น คือ “เซเรนา วิลเลียมส์” อันดับที่ 40 และ “มาเรีย ชาราโปวา” อันดับที่ 88

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของรูปแบบ “โครงสร้างเชิงอำนาจ” ที่ส่วนใหญ่ผู้ชายจะอยู่ในส่วนบนของโครงสร้าง เป็นเจ้าของทีมกีฬา เจ้าของสถานที่ฝึกซ้อมกีฬา โค้ช หรือเจ้าของทุน จึงกลายเป็นการโหว่ด้าน “จริยธรรม” นำไปสู่ “การคุกคามทางเพศ” ดังที่เคยเกิดขึ้นกับนักกีฬายิมนาสติกหญิงในจีนและสหรัฐฯ

 

กีฬากับการยกสถานะ

แม้ว่าจะมีกรณีวิพากษ์ต่อวงการกีฬาถึงการปฎิบัติต่อผู้หญิงขึ้นมากมาย แต่ความเป็นเลิศทางกีฬาก็เป็นการช่วยยกระดับต่อสถานะผู้หญิงได้เช่นกัน กรณีของ "น้องเมย์" รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันมืออันดับ 8 ของโลก หรือ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล โปรกอล์ฟสาวอันดับ 2 ของโลก  ซึ่งกลายเป็น “วีรสตรี” ของประเทศ จากการประสบความสำเร็จทางกีฬาอย่างสูง

สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นทั้งแรงบันดาลใจแก่ผู้หญิงในประเทศให้เชื่อมั่นต่อศักยภาพของตัวเองว่าไมได้ด้อยไปกว่าผู้ชายและมีโอกาสที่จะได้รับการยอมรับต่อสังคม

การสร้าง “ความเท่าเทียม” ให้เกิดขึ้นจริงนั้นคงเป็นได้แค่ “อุดมคติ” เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมแตกต่างกัน  แต่การสร้าง “ความเป็นธรรม” ต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

            ซึ่ง “กีฬา”  ถือเป็นกิจกรรมที่เอื้อต่อการแสดงถึงความเป็นธรรมดังกล่าว ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อทำใหสังคมน่าอยู่ขึ้น