ข่าว

ศาลปกครองแจงหลักสูตรอบรม - แก้กฎหมายบังคับคดี

ศาลปกครองแจงหลักสูตรอบรม - แก้กฎหมายบังคับคดี

08 มี.ค. 2560

รองโฆษกศาล”แจงยิบ"หลังสังคมตั้งถาม ตรวจสอบงบหน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระเปิดหลักสูตรเอกชนร่วมอบรม ระบุ ความคุ้มค่าผู้บริหารต้องชั่งน้ำหนักประโยชน์วิชาการ-ข้อแคลงใจ

           8 มี.ค. --- นายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง  พร้อมด้วยคณะโฆษกได้แถลงข่าวในโอกาสครบรอบ 16 ปีเปิดทำการศาลปกครอง โดยได้ตอบข้อซักถามการบริหารจัดการคดีสำคัญ  น.ส.สายทิพย์ สุคติพันธ์ รองโฆษกศาลปกครองได้กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับรายละเอียดของการบังคับคดีว่า ในส่วนของคดีที่ศาลชั้นต้นพิจารณาเสร็จแล้วผู้ฟ้องคดีชนะในชั้นแรก แต่ต้องรอระยะเวลา 30 วันดูว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ หรือเมื่ออุทธรณ์แล้วก็จะต้องใช้ระยะเวลายืดยาวไปอีก ก็อาจจะรับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติตามคำสั่งที่ล่าช้าได้ จากเหตุนี้จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องของการบังคับคดีที่มีสาระสำคัญกำหนดให้ คู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดี สามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุดโดยชี้แจงเหตุผลอันสมควรว่าจำเป็นต้องมีการขอให้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองชั้นต้นในระหว่างที่ต้องรอการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลจะพิจารณาดูว่ามีเหตุผลความจำเป็นอย่างไรหรือไม่ ที่จะต้องกำหนดให้มีการปฏิบัติตามคำบังคับนั้นเลยในระดับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

          ตัวอย่างประเภทคดี ที่เห็นได้ชัดคือ การฟ้องคดีว่า รัฐปฎิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือละเลย แม้ชนะคดีแล้วแต่ยังต่อรอไปอีกเพราะยังมีการอุทธรณ์ก็ยิ่งเป็นความล่าช้ามากขึ้น การแก้ไขกฏหมายนี้จึงเป็นผลโดยตรงให้คู่กรณีฝ่ายที่ชนะคดีให้มีการขอให้ปฎิบัติตามคำบังคับได้ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในศาลปกครองสูงสุด ขณะเดียวกันได้มีการออกระเบียบกำหนดลักษณะคดีที่จะยื่นคำขอเช่นนี้ได้ อาทิ คดีที่ศาลมีคำสั่งแล้วว่าหน่วยงานละเลย แล้วให้ปฏิบัติภายใน 15 วันหรือ 30 วัน ลักษณะนี้ก็ยื่นได้เลย ส่วนลักษณะความจำเป็นที่ยื่นได้ เช่น เรื่องความเดือดร้อนรำคาญเรื่องกลิ่น เสียงรบกวน หรือเรื่องการคืนตำแหน่ง ทั้งนี้รวมถึงการยื่นขอให้ปฏิบัติตามคำบังคับครบถ้วนด้วย โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ยังสามารถให้ศาลสั่งปรับเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ศาลมีคำพิพากษาด้วยซึ่งศาลจะต้องไต่สวนดูรายละเอียด ส่วนนี้จึงเป็นมาตราการอีกชั้นหนึ่งทำให้คำพิพากษาศาลปกครองได้รับการปฏิบัติให้เร็วขึ้น 

            “ตามรายงานสำนักบังคับคดี ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากมีบทบัญญัติเรื่องบังคับคดีแก้ไขออกไปแล้ว การปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองดูจะกระชับ กระฉับกระเฉงขึ้นเยอะ ดูจะมีความตื่นตัวว่าต้องเร่งหาวิธีปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม ” น.ส.สายทิพย์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาซึ่งมีคู่กรณีใช้ประโยชน์เยอะมาก เดิมขั้นตอนการขอ ค่อนข้างรัดกุมต้องมีการไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง จะต้องมีคำแถลงการณ์ความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี แต่คดีบางประเภทมีความจำเป็นเร่งด่วนมาก เช่น สิทธิการสอบคัดเลือกหรือการขุดดินบ้านเกือบพัง จึงได้แก้ไขระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองฯ เรื่องทุเลาการบังคับคำสั่งปกครองให้มีความคล่องตัวมากขึ้น แต่เรายังยืนยันเรื่องความรอบคอบว่าต้องฟังความคู่กรณี 2 ฝ่ายให้ครบถ้วนเพียงแต่เรากระชับขั้นตอนขึ้น คือ หากองค์คณะเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ก็อาจไม่ต้องรอฟังความเห็นตุลาการผู้แถลงคดี จะช่วยให้ความเร่งด่วน คุ้มครองช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทันท่วงทีมากขึ้น จะทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมคล่องตัวขึ้น

             ขณะที่ นายเทอดพงศ์  คงจันทร์ รองโฆษกศาลปกครอง กล่าวถึงคดีฟ้องระงับการชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง 2 สำนวนว่า สำนวนแรก เป็นคดีจีทูจีซึ่งนายบุญทรง เตยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และข้าราชการระดับสูง ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับคำสั่งชดใช้เงินไว้ก่อน ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาฯ ของนายบุญทรงกับพวกไปแล้วเนื่องจากเหตุว่าขณะยื่นคำร้องนั้นยังไม่มีการบังคับคดีเกิดขึ้น โดยขณะนี้ทราบมาว่า กรมบังคับคดี กำลังดำเนินการสืบเสาะเพื่ออายัดทรัพย์ ดังนั้นขั้นตอนต่อไปต้องรอนายบุญทรงกับพวก ที่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดีเข้ามาใหม่อีกครั้ง และอีกสำนวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้อง ก็ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาบังคับการชดใช้เงินลักษณะคล้ายกัน ศาลได้ไต่สวนไปแล้วซึ่งผู้ฟ้องได้นำพยานเข้ามาไต่สวนไป แต่ขณะนี้คู่ความยังมีการส่งถ้อยคำเพิ่มเติมต่อศาลอีกซึ่งได้มีการขอขยายเวลายื่นเอกสาร ทำให้ระยะเวลาต้องเลื่อนออกไปอีก โดยการพิจารณาเพื่อจะมีคำสั่งได้นั้นศาลต้องให้คู่ความ 2 ฝ่ายส่งถ้อยคำ พยานหลักฐาน และคำชี้แจงให้เสร็จสิ้นก่อน ศาลจึงจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ทั้งนี้หากคู่ความได้ส่งถ้อยคำและคำชี้แจงแล้ว ขั้นตอนการทำคำสั่งคาดว่าก็จะใช้ระยะเวลาไม่นาน

            ด้านนายเอกณัฐ จิณเสน รองโฆษกศาลปกครอง ได้กล่าวย้ำถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วว่า ในปี 2559 ศาลได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ประชาชนใช้บริการสอบถามข้อมูลบนมือถือแล้ว ซึ่งปัจจุบันให้บริการการสืบค้นเกี่ยวกับบัญชีนัดหมายคดีทุกศาลทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งการค้นหาคำสั่ง คำพิพากษาที่ศาลได้ทำการเผยแพร่ โดยการพัฒนาระบบเทคโนโลยีนี้ได้วางแผนพัฒนาไว้ต่อเนื่องในปี 2560-2562 แล้วซึ่งในอนาคตจะให้มีการยื่นฟ้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยยืนยันว่า ได้จัดระบบป้องกันการแฮกข้อมูลไว้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ที่จะเข้าใช้ระบบจะต้องมีการลงทะเบียนก่อน ขณะที่การให้บริการข้อมูลจะไม่กระทบถึงรายละเอียดในสำนวนคดีของคู่ความแต่อย่างใด

             ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่มีการตรวจสอบหลักสูตรอบรมของหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่กำลังเป็นข่าวถึงข้อสงสัยเรื่องการใช้งบประมาณ

             นายสมชาย งามวงศ์ชน โฆษกศาลปกครอง กล่าวว่า ในส่วนของศาลปกครอง นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้คำนึงถึงปัญหานี้ก่อนที่จะมีการเสนอข่าว ซึ่งเดิมเราก็มีหลักสูตรอบรมของศาลปกครองที่ให้มีประชาชนและเอกชนเข้ามาร่วมอบรมได้ แต่ที่ผ่านมาได้ปิดหลักสูตรไว้ก่อน เพื่อจะปรับปรุงให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับภาวะเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่กำลังพูดถึงกัน ซึ่งความคุ้มค่าที่พูดถึงกัน ถ้าเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านงบประมาณแล้วก็ไม่น่าจะกระทบมากเพราะกลุ่มที่เป็นเอกชนต้องใช้เงินของเขาออกเอง ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ส่วนความคุ้มค่าด้านวิชาการเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะประเมิน ซึ่งต้องรอประเมินกันต่อไป โดยเราได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้มาก่อนล่วงหน้า จึงระงับหรือปิดการอบรมมา 2 ปีแล้วซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ไกลของประธานศาลปกครองสูงสุด

             ขณะที่ น.ส.สายทิพย์ รองโฆษกฯ กล่าวเสริมว่า หลักสูตรอบรมของหน่วยงานต่าง ๆ ถ้ากลับไปสู่หลักการเหตุผลในขั้นพื้นฐานต้องเริ่มจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2530 โดยหลักการสำคัญและที่เป็นประโยชน์ ก็คือมุ่งหมายที่จะให้เอาความรู้จากภาคปฏิบัติ มาปรับสู่ความรู้ภาคทฤษฎี หลักสูตรทั้งหลายจึงมีองค์ประกอบทั้งคนในภาครัฐ ภาควิชาการและภาคเอกชน  ซึ่งในช่วงเริ่มต้นยอมรับว่าหลักสูตรเหล่านี้ผลิตผลงานทางวิชาการที่ดีจำนวนมากและช่วยให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้มีผลงานวิจัยการศึกษาที่ลึกซึ้งตอบคำถามสังคมได้ดีขึ้น จากเดิมที่มหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็นหอคอยงาช้างไม่เคยรู้ปัญหาการปฏิบัติจริง  แต่ระยะหลังหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งราชการ และองค์กรอิสระ จัดหลักสูตรเช่นนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งวัตถุประสงค์พื้นฐานยังมีประโยชน์ในตัวของมันเองอยู่ คือ หน่วยงานเองก็ได้เรียนรู้จากบุคลากรที่มาจากภาคเอกชน และได้แชร์ประสบการณ์ ได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่หน่วยงานคิดและเข้าใจนั้นเอกชนมีมุมมองอย่างไร ด้วยหลักการจึงถือเป็นเรื่องที่ดีเป็นวิธีเรียนรู้ทางสังคมที่มีประโยชน์มาก

           “ปัญหามาเกิดระยะหลังที่มีการใช้องค์ประกอบของผู้คนที่เข้าสู่หลักสูตรไปในทางที่เป็นประโยชน์เฉพาะตัวมากเกินไป จึงนำมาซึ่งข้อวิจารณ์ที่สังคมพูดถึงมากขึ้นว่าโอกาสของผู้คนที่เข้ามาคุ้นเคยกันจะทำให้เกิดข้อแคลงใจในการปฎิบัติหน้าที่ขององค์กรหรือไม่ ซึ่งเสียงสะท้อนประเภทนี้ศาลปกครองโดยผู้บริหารระดับสูงก็รับมาพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรของเราเป็นองค์กรที่ทำภารกิจด้านตุลาการด้วย จึงมีการทบทวนหลักการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งเรื่องบทบาทที่ควรเป็น และองค์ประกอบควรเป็นอย่างไร ถ้าจะออกแบบหลักสูตรกิจกรรมให้เหมาะสม ทำอย่างไรจะไม่เกิดข้อไม่มั่นใจจากสาธารณชนที่สังคมกำลังตั้งคำถาม ซึ่งส่วนตัวมองว่าจริง ๆ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของสถาบันการศึกษาทำจะสะดวกใจที่สุด แต่ถ้าองค์กรที่มีอำนาจในกิจการต่าง ๆ จัดเองก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง  ก็รู้สึกเสียดายที่หลักการที่ดีถูกเพี้ยนไปเยอะ ” น.ส.สายทิพย์ กล่าวและว่า สำหรับความคุ้มค่าในการช่างน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้กับข้อที่แคลงใจ คิดว่าเป็นเรื่องที่ผู้บริหารแต่ละองค์กรจะต้องพิจารณาเอง ซึ่งองค์กรบางประเภทก็อาจมีความจำเป็น เช่นสถาบันการศึกษา ที่ต้องสร้างโอกาสเรียนรู้จากภาคปฏิบัติแต่ในองค์กรที่มีอำนาจตุลาการหรือกึ่งตุลาการ มีเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักระมัดระวังมากยิ่งกว่าองค์กรอื่น