ข่าว

 (ลงทุน)สงบสยบ (เศรษฐกิจ)ผันผวน

(ลงทุน)สงบสยบ (เศรษฐกิจ)ผันผวน

30 ส.ค. 2552

แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย จะประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ซึ่งเป็นการตัดสินใจ “ไม่เปลี่ยนแปลง” อัตราดอกเบี้ยในการประชุม 3 ครั้งหลังสุด

แต่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ออกมาส่งสัญญาณถึงทิศทางดอกเบี้ยที่ทำท่าว่าจะเป็น “ขาขึ้น” ในปีหน้า ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ธนาคารต่างปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

 การพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่ยังเป็นความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุด ก่อนที่จะลดลงจนห่วงกันว่าจะกลายเป็นภาวะเงินฝืด และล่าสุดกลายเป็นห่วงว่า เงินเฟ้อจะเกิดขึ้นอีกรอบ เช่นเดียวกับราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างหนัก

 ขนาด ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังออกปากว่า นับตั้งแต่ทำงานให้แก่ศูนย์พยากรณ์ฯ มาเป็นระยะเวลานานถึง 12 ปี ต้องยอมยกให้ปีนี้เป็นปีที่ประเมินเศรษฐกิจได้ “ยากที่สุด”

 “หลังๆ นี่ การวิเคราะห์เศรษฐกิจจะยากมาก เพราะเศรษฐกิจ จะมีปัจจัยเปลี่ยนทุกเดือน และที่เปลี่ยน เพราะโลกกำลังเปลี่ยน จากโลกที่เป็นยุคผลิต มาเป็นยุคไอที ข้อมูลข่าวสาร และกำลังจะก้าวไปสู่ยุคที่เป็นนาโนและสิ่งแวดล้อม ต้องบอกว่าความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว และค่อนข้างจะมีผลกระทบแรงพอสมควร”

 เมื่อถึงคำถามสำคัญว่า จะอยู่อย่างไรในภาวะแห่งความผันผวนนี้ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ บอกว่า วินาทีนี้ พูดได้แค่ว่าต้องยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 “ผมมีโอกาสคุยกับคุณกานต์ ตระกูลฮุน ผู้บริหารปูนซิเมนต์ไทย ท่านบอกว่า ปูนซิเมนต์ไทยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ หนึ่ง ลงทุนในสิ่งที่รู้จริง สอง เวลาลงทุน ใจต้องนิ่ง และต้องมีคุณธรรมในการลงทุน นั่นคือ ต้องยอมขาดทุนหรือคัต ลอส ท้ายที่สุด สิ่งที่ปูนซิเมนต์ไทยพูด ก็คือ อย่าลงทุนเกินตัว ทำอะไรต่างๆ ตามจังหวะ อะไรที่ไม่รู้อย่าลงทุน ท้ายสุดคือ กระจายความเสี่ยงและกระจายตลาด รวมทั้งศึกษาหาความรู้ กระจายความรู้ให้ครอบคลุมอะไรต่างๆ แล้วลงทุนด้วยความมีเหตุมีผล จะทำให้อยู่ได้อย่างแน่นอน”

 ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยและนักธุรกิจไทยไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักจากเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลกในรอบนี้ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ บอกว่า เพราะความไม่มีหนี้ และการผ่านบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้ว ทำให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งนั่นหมายถึงการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง” นั่นเอง

 “ผมคุยกับนักธุรกิจ เวลาสำรวจความเห็น จะพบเลยว่า ปัจจุบันอัตราการก่อหนี้ที่วัดจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำมาก ซึ่งส่วนใหญ่พูดเหมือนกันว่า ถ้าวันนี้มีหนี้มาก แล้วการเมืองเป็นแบบนี้ รับรองระเนระนาดแน่นอน แต่นี่เพราะไม่มีหนี้ แม้ว่าการเมืองจะมีปัญหา ก็ยังทำให้ธุรกิจยืนหยัดอยู่ได้”

 ด้าน “มาริษ ท่าราบ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไอเอ็นจี ให้ความเห็นถึงการบริหารจัดการเงินในภาวะผันผวนว่า ในโลกที่ผันผวน มีการเคลื่อนไหวเร็วๆ นักลงทุนหรือผู้ที่ต้องการลงทุนอาจจะไม่ได้รับข่าวสารครบถ้วน 100% ขณะที่ผู้จัดการกองทุนจะได้ข้อมูลข่าวสารทุกวัน

 “ผมเชื่อว่า ผู้จัดการกองทุนทุกคน พอกลับบ้านแล้วทุกคืน ไม่ได้ไปดูละคร แต่จะต้องนั่งเฝ้าดูข่าวทุกคืนว่าอีกซีกโลกหนึ่งมันเกิดอะไรขึ้น และพรุ่งนี้เช้าเตรียมตัวยังไง เพราะฉะนั้น ในโลกแห่งความผันผวน อย่างน้อยที่สุด นักลงทุนอาจจะต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญจัดการให้ ในบางส่วน เราอาจมีความคุ้นเคยว่าอยากลงทุนเองซื้อขายหุ้นเอง หรือจัดการเงินเอง แต่ในเรื่องของการจัดแจงเงิน มันต้องมีการแบ่งส่วนว่า ส่วนไหนที่เป็นเงินร้อน ก็เอาไปไว้ที่ร้อน อันไหนที่เย็น ก็ต้องเอาไปไว้ที่เย็น ให้มันเข้ากัน”

 ดังนั้น หากถามว่า ณ เวลานี้ ที่มีตัวเลือก การเลือกใช้คนที่มีประสบการณ์และมีหน้าที่อย่างนี้โดยเฉพาะมาจัดแจงด้านการลงทุนให้ แม้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายบางเล็กน้อย ก็น่าจะแบ่งบางส่วนให้แก่มืออาชีพได้ดูแล

 บทสรุปจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และผู้จัดการกองทุนรวม สำหรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จึงอยู่ที่การมีสติ นิ่งเพื่อรับกับสถานการณ์ เพิ่มโอกาสเรียนรู้ รวมถึงจัดสรรเงินในถูกที่ถูกทาง

 เหมือนที่ “มาริษ” ทิ้งท้ายไว้ว่า “เงินร้อน ก็ควรอยู่ในที่ร้อน ส่วนเงินเย็น ก็ต้องเก็บไว้ในที่เย็น”

ขวัญชนก วุฒิกุล
 [email protected]