วันสตรีสากลเรียกร้องปกป้องหญิงนักปกป้องสิทธิฯ
รณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ในโอกาสวันสตรีสากล วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี คณะอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เสียชีวิต และที่กำลังทำงานอย่างหนักในการปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เพื่อรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของการปกป้องนักปกป้องควบคู่กันไป โดยจัดงานขึ้นที่ห้องคอนเวนชั่น ซี โรงแรมแอมบาสเดอร์ เมื่อวันก่อน
ในงานได้ร่วมปาฐกถาในหัวข้อ ผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชน : การขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมในสังคม โดย ทิชา ณ นคร ต่อด้วยพิธีมอบเกียรติบัตร เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สร้างขวัญ และกำลังใจในการขับเคลื่อนสังคม ได้แก่ ภิกษุณีธัมมนันทา, กลุ่มสตรีเครือข่ายคนรักษ์เมืองเทพา จ.สงขลา, กลุ่มรักษ์บ้านแหง จ.ลำปาง, พนาเจริญสุข, มูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน, คะติมะ หลีจ๊ะ, ณัฐพร อาจหาญ และ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จ.กระบี่
หลวงแม่ธัมมนันทาเถรี
อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิสตรี กล่าวเปิดงานว่า ในขณะที่ผู้หญิงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ผู้หญิงกลับต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติซ้ำซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรม แม้ในกระบวนการต่อสู้ด้วยกันเอง ก็ยังมีความพยายามลดทอนศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง ทำให้เป็นอุปสรรคที่เสียงของผู้หญิงมักไม่ถูกได้ยินหรือรับฟังเทียบกับผู้ชาย ผู้หญิงหลายคนมีโอกาสก้าวสู่บทบาทของผู้นำ ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ใส่ร้ายด้วยเรื่องส่วนตัว เพื่อให้ขาดความชอบธรรมในขณะที่เราไม่พบการเลือกปฏิบัติอย่างอคติเช่นนี้ในหมู่ผู้นำชาย
“ในโอกาสวันสตรีสากล อนุกรรมการด้านสิทธิสตรีฯ ขอส่งสารไปยังรัฐบาล ขอให้รีบเร่งดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชนทุกคน โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิง รัฐต้องไม่ให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อให้นักสิทธิมนุษยชนหยุดพูด หรือหยุดเคลื่อนไหวในการตรวจสอบ การละเมิดสิทธิ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในเรื่องที่ส่งผลกระทบกับตัวเองและชุมชน ในกรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกสังหารและถูกดำเนินคดี รัฐต้องให้ความสำคัญในการสอบสวน ต้องเข้าร่วมสังเกตการณ์คดี และพยายามทุกวิถีทางให้มีการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฏหมาย” อังคณา กล่าว
ขณะที่ ทิชา ณ นคร กล่าวว่า ในกระบวนการปกป้องสิทธิของผู้หญิงถือว่าเป็นประเด็นที่อ่อนไหว เพราะคนทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชน มักจะถูกคุกคาม เช่น ข่มขู่ คุกคาม จนกระทั่งเอาถึงชีวิต ซึ่งนักปกป้องสิทธิทั้งหญิงและชายล้วนมีความสุ่มเสี่ยงเท่าๆ กัน ทว่านักปกป้องสิทธิผู้หญิงมีความเปราะบางเรื่องนี้สูงกว่า เช่น โดนละเมิดทางเพศ การข่มขู่ให้หวาดกลัว การกีดกัน การไม่ให้พื้นที่ การเหยียดหยาม ดังนั้นประเด็นการปกป้องสิทธิของผู้หญิง จึงมีแรงเสียดทานที่สูงกว่าผู้ชาย และปัจจุบันเพศที่สามเองล้วนสุ่มเสี่ยงพอกัน
“ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้คนที่ทำหน้าที่ดูแลผู้หญิงปกป้องสิทธิ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถือเป็นหน้าที่หลัก แต่ว่ากลไลระดับองค์กรสิทธิมนุษยชน ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องผู้หญิงนักปกป้องอย่างแข็งแรง เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวงานในมิติที่ยากขึ้น โดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยวไม่ตกอยู่ในอันตราย และรู้สึกว่าการทำงานอยู่นั้นมีหลักประกัน” ทิชา เผย
นอกจากนี้ ทิชา ยังกล่าวอีกว่า โดยธรรมชาติของกลุ่มคนที่เป็นนักปกป้อง พอที่จะทำในสิ่งที่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปไม่กล้าทำ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเหตุผลอันชอบธรรมที่กลไกด้านสิทธิมนุษยชนจะปล่อยให้พวกเธอต่อสู้โดยลำพัง ยกตัวอย่าง นักปกป้องหญิงไทยโดนคุกคามอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ นางจินตนา แก้วขาว ผู้นำสตรีกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด-บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งโดนยิงถล่มบ้าน



