
“เอคโคโน” กับยุทธศาสตร์ที่รอวันพิสูจน์
ธนรัชต์ คูสมบัติ
แผนแม่บท 20 ปีของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้วางยุทธศาสตร์ไว้หลายแนวทางสำหรับการพัฒนาวงการลูกหนังไทย หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่วาง “เรือธง” (Flagship) เอาไว้คือการพัฒนานักเตะเยาวชนของประเทศให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติในอนาคต
เป็นที่มาของการประกาศเตรียมเซ็นสัญญากับ “เอคโคโน”( Ekono) บริษัทด้านบริหารจัดการและพัฒนาฟุตบอลจากสเปน เข้ามาดูแลระบบเยาวชนตั้งแต่ทีมชาติชุด ยู14-ยู21 ด้วยความหวังที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์ลูกหนังสยาม จากต้นกล้ากลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง
“เอคโคโน่” คือใครมีบทบาทอย่างไร
บริษัท “เอคโคโน”( Ekono) ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ปัจจุบันมีผลงานเข้าไปบริหารจัดการด้านฟุตบอลให้ “สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น” และ “สมาคมฟุตบอลฟินแลนด์” ส่วนในระดับสโมสรฟุตบอลปัจจุบันดูแล สโมสร “ปารีส แซงต์ แชร์กแมง” ทีมดังของฝรั่งเศส และ สโมสร“เบเทสดา” ของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์เคยเข้าไปดูแลฟุตบอลให้กับ “สมาคมฟุตบอลจีน” ,สโมสร “บาร์เซโลนา” ของสเปน และ สโมสร “ปาชูกา” ของเม็กซิโก
จุดเด่นของเอคโคโน คือการสร้างผู้เล่นเยาวชนรากหญ้าขึ้นมาเป็นมืออาชีพ เน้นไปที่การวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งแล้วปรับแต่งพัฒนา และยังมีการให้ความรู้แก่ผู้ฝึกสอนตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงมืออาชีพ อีกทั้งยังช่วยสมาคมฟุตบอลประเทศต่างๆวางแผนเรื่องของเทคนิคไปจนถึงการออกแบบโครงสร้างการพัฒนาฟุตบอลระดับชาติ
“จอร์ดี อัลบา” , “เคราร์ด ปิเก” , “เชส ฟาเบรกาส” , “โบยาน เกร์กิช” และ “คริสเตียน เตโญ” คือตัวอย่างสตาร์นักฟุตบอลชื่อดังที่ “เอคโคโน” มีส่วนร่วมในการปั้นมากับมือ
จะเห็นได้ว่างานที่เอคโคโนเคยดูแลมาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นชาติที่มีความก้าวหน้าทางฟุตบอลสูง หรือ เป็นสโมสรระดับชั้นนำทั้งนั้น แต่โจทย์จากการได้รับการว่าจ้างจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯในระยะเวลาเบื้องต้น 3 ปีนั้นจะแตกต่างออกไปจากที่บริษัทสัญชาติสเปนรายนี้เคยทำแน่นอน
เพราะต้องยอมรับกันตามตรงว่า ระดับของฟุตบอลไทยยังห่างจากลูกค้ารายอื่นที่เอคโคโน่ดูแลมาทั้งสิ้น
บทบาทหน้าที่ของเอคโคโนนั้น จะเข้ามาดูแลทีมเยาวชนทีมชาติไทย ตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ,รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ,รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมไปถึงการคัดเลือกหัวหน้าผู้ฝึกสอน และการบริหารบุคลากร
ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการปูพื้นไปสู่แผนระยะยาวคือการสร้างรูปแบบฟุตบอลที่เหมาะสมกับนักกีฬาไทยให้มากที่สุดหรือที่เรียกว่า “สูตรเฉพาะทางของไทย (Thailand Way)” ปลูกฝังตั้งแต่ระดับเยาวชนเพื่อให้ทีมชาติทุกชุดมีรูปแบบการเล่นทิศทางเดียวกันทั้งหมด
ดังนั้นการประเมินผลงานงานของเอคโคโน คือต้องพาทีมชาติแต่ละรุ่นประสบความสำเร็จให้ได้มากกว่าเดิม เช่นทีมชาติชุดยู 16 ปี เป้าหมายคือการไปเล่นฟุตบอลโลก ยู 17 ส่วนทีมชาติยู 19 เป้าหมายคือการไปฟุตบอลโลกยู 20 ขณะที่ทัวร์นาเม้นท์อย่างซีเกมส์ หรือ เอเชียนเกมส์ จุดประสงค์ของการเข้าร่วมก็ต้องแตกต่างกันออกไป
“อคาเดมีสมาคมฯ” vs “สโมสรอาชีพ”
แม้ว่าแผนงานระหว่างสมาคมฟุตบอลกับเอคโคโน จะดูมีทิศทางที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลไทยในอนาคต แต่ก็มีข้อวิจารณ์จากบรรดาสื่อมวลชนและแฟนฟุตบอลเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่า จะเกิดเป็น “อคาเดมีสมาคมฯ” ขึ้นมาทับซ้อนกับระบบฟุตบอลอาชีพในปัจจุบัน ที่นักฟุตบอลเยาวชนส่วนใหญ่ถูกผลิตออกมาจาก อคาเดมีของสโมสรฟุตบอลอาชีพ ซึ่งแต่ละทีมก็มีแนวทางของตัวเอง
ที่สำคัญคือ บรรดาเยาวชนจะเลือกเข้าไปสมัครกับระบบฝึกฟุตแบบของสมาคมฯ หรือกับของสโมสรฟุตบอลอาชีพ การฝึกฝนกับสมาคมฯ ย่อมส่งผลดีต่อวงการฟุตบอลไทย เพราะจะได้ซึมซับรูปแบบเดียวกันตั้งแต่วัยเด็ก
แต่กลับกัน หากไม่ได้เข้าร่วมกับระบบอคาเดมีสโมสรฟุตบอลอาชีพ อาจจะเป็นการตัดโอกาสที่จะได้เล่นกับสโมสรยักษ์ใหญ่หรือไม่? ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผู้ปกครองอาจไม่ส่งลูกหลานไปฝึกกับอคาเดมีสมาคมฯ เพราะมองว่าอาจจะไม่มีอนาคตในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ
ในประเด็นดังกล่าวหากมองไปที่ประเทศอื่นๆที่มีระบบอคาเดมีสมาคมฯ เช่น “ญี่ปุ่น” หรือ “ออสเตรเลีย” แม้กระทั่งมหาอำนาจด้านลูกหนังอย่าง “เยอรมนี” และ “ฝรั่งเศส” ก็มีอคาเดมี่สมาคมเช่นกัน
เพียงแต่ชาติเหล่านี้ได้รับความร่วมมือกับบรรดาสโมสรในประเทศเป็นอย่างดี ในการสร้างระบบเยาวชนไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
เรื่องนี้คือโจทย์สำคัญที่สุดที่สมาคมฯกับเอคโคโนต้องทำให้ได้ หากต้องการให้ระบบเยาวชนพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่สมาคมฟุตบอลวางเอาไว้คือการไปฟุตบอลโลกในปี 2026 ให้ได้ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีนักฟุตบอลจากระบบเยาวชนที่วางแผนไว้ขึ้นมาสู่ทีมชาติ และในช่วงเวลานั้นเอง จะเป็นบทพิสูจน์ว่าแผนงานของสมาคมฯและเอคโคโน ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด



