ข่าว

รอลงอาญา 2 ปี “ชาญเชาว์-ธาริต “สั่งย้ายมิชอบ

รอลงอาญา 2 ปี “ชาญเชาว์-ธาริต “สั่งย้ายมิชอบ

02 มี.ค. 2560

ศาลอุทธรณ์ พิพากษา รอลงอาญา 2 ปี “ชาญเชาว์-ธาริต “สั่งย้ายมิชอบ อดีต ผบ.สำนักทรัพยสินทางปัญญา DSI มิชอบ

          2 ก.พ.60-ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ จากเดิมยกฟ้อง ให้จำคุก 2 ปี  “ ชาญเชาว์ ไชยานุกิจ ”ปลัด ก.ยุติธรรม ร่วมทำผิด “ ธาริต อดีต อธ.ดีเอสไอ ” เซ็นย้าย  “ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ” อดีต ผบ.คดีทรัพย์สินทางปัญญาดีเอสไอ ปี 55 ไม่เป็นธรรม ส่วน “ ธาริต ” คงโทษเดิมจำคุก 2 ปี  แต่ศาลยังให้โอกาสรอลงอาญาคนละ 2 ปี ชี้รับราชการเคยทำคุณประโยชน์บ้านเมือง ด้าน “ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ” ระบุ พอใจคำพิพากษาหลังลงโทษทั้งสองแม้รอลงอาญา เพราะเป็นบรรทัดฐานย้ายข้ราราชการ ส่วน 2 คนเซ็นคำสั่งย้าย ขอปรึกษาทนายก่อนฎีกาหรือไม่ ขณะที่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม บอกเป็นคนในกระบวนการยุติธรรม เคารพคำสั่งศาล  

             ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 2 มี.ค.60 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อายุ 62 ปี อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อายุ 59 ปี ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อายุ 58 ปี รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157

             โดยโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 ต.ค.55 ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.55 จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือลับด่วนที่สุด เสนอย้ายโจทก์ จากตำแหน่ง ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินฯ ให้ย้ายไปเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งถือเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม ทั้งที่การย้ายนั้นจำเลยที่1 ต้องเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล ไปยังคณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (กพศ.) เพื่อพิจารณา และต้องได้รับความยินยอมจากตัวโจทก์ก่อน แต่การเสนอย้ายโจทก์ดังกล่าวจำเลยที่1 กลับเสนอเรื่องต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม ผ่านจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และถูกส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ทั้งที่จำเลยที่ 2รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 ควรต้องทำตามขั้นตอนก่อน แต่จำเลยที่2 ก็ยังออกคำสั่งกระทรวง ยุติธรรมย้ายโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ โดยอ้างว่าโจทก์ทำผิดวินัย ถูกตั้ง ก.ก.สอบข้อเท็จจริง ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีอาญา ถูกแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท หรือถูกร้องเรียนในหน้าที่ควบคุมคดี หรือถูกส่งให้ป.ป.ช.ชี้มูล ซึ่งเหตุผลดังกล่าวไม่ใช่เหตุที่ จะย้ายโจทก์ได้ ทั้งนี้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่โจทก์รับผิดชอบคดี แชร์ล็อตเตอรี่มูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท และคดีแชร์ลูกโซ่อื่นๆ ซึ่งเป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติเป็นคดีที่เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีความเป็นอิสระในการดำเนินคดี ดังนั้นการจะย้ายโจทก์ก็ต้องถูกคุ้มครองไม่ให้กลั่นแกล้งโดยอิทธิพลทางใดทางหนึ่ง

             ขณะที่เมื่อวันที่ 27 เม.ย.55 โจทก์ได้ร้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ค.ก.พ.) ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ ฯ มีคำวินิจฉัยว่า คำสั่งกระทรวงยุติธรรมมที่ย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ฯ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือประเภทอำนวยการระดับสูงตั้งแต่วันที่มีคำสั่งย้ายโจทก์คือวันที่ 20  เม.ย.55  โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.55 ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งที่ 380/2555 เรื่องยกเลิกคำสั่งย้ายข้าราชการเป็นการเฉพาะรายตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.55 อย่างไรก็ดี หลังจากถูกกลั่นแกล้งย้ายดังกล่าว โจทก์ได้ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 ดังนั้นจึงได้นำคดีมาฟ้องศาล 

             โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.58 ว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ม. 157 ให้จำคุก 2 ปี ส่วน นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่ามีเจตนากลั่นแกล้งหรือจงใจให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

             ต่อมาพ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษนายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ขณะที่นายธาริตอุทธรณ์สู้คดีและขอให้ศาลลงโทษสถานเบา 

             ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบ นายธาริต จำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเสนอย้ายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรวม 5 คน ต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของโจทก์ด้วย ซึ่งการเสนอย้ายนั้นให้ไปดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ ซึ่งเรื่องดังกล่าวโจทก์ได้ร้องเรียนต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ( ก.ค.พ.) แล้ว โดยคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้วินิจฉัยและมีคำสั่งว่า การสั่งย้ายนั้น เป็นการให้ไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้เสนอเรื่องผ่าน คณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ก.พ.ศ.) รวมทั้งไม่ได้ถามความสมัครของโจทก์ตามขั้นตอนก่อนที่จะเสนอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมลงนาม  และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมได้มีคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมยกเลิกคำสั่งย้ายดังกล่าว โดยให้โจทก์กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมก็ได้มีคำสั่งยกเลิกการสั่งย้ายกรณีของโจทก์ดังกล่าว  อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

             ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษนายชาญเชาวน์ จำเลยที่ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งการลงนามคำสั่งย้ายนั้น จำเลยที่ 2 ควรที่จะรอให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางกลับมาจากต่างประเทศก่อน แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะอ้างว่าทำหนังสือสอบถามเจ้าหน้าที่แล้วว่าเป็นไปตามขั้นตอนสามารถลงนามได้ แต่จำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติราชการและรู้ข้อกฎหมายขั้นตอน กลับใช้โอกาสที่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปราชการลงนามในคำสั่งย้ายดังกล่าว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม. 157

             ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษ นายธาริต จำเลยที่ 1 สถานหนักและจำเลยที่ 1 ขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า  ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองได้รับราชการเคยทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และไม่ปรากฏว่าทั้งสองเคยต้องโทษจำคุกคดีอาญามาก่อน และเห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกจึงให้รอลงการลงโทษไว้คนละ 2 ปี

             ภายหลัง พ.อ.ปิยะวัฒก์ โจทก์ กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจคำพิพากษา แม้ว่าศาลจะรอลงอาญาก็ตาม แต่ก็จะเป็นบรรทัดฐานกับข้าราชการได้ต่อไป  ส่วนจะมีการยื่นฎีกาอีกหรือไม่จะพิจารณาและปรึกษากับทนายความอีกครั้ง

             ขณะที่นายชาญเชาว์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ศาลได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกตน แต่รอลงอาญาไว้ 2 ปี ซึ่งตนเป็นคนในกระบวนการยุติธรรมก็เคารพคำพิพากษาของศาล หลังจากนี้จะปรึกษากับอัยการซึ่งว่าความคดีให้ว่าจะยื่นฎีกาต่อหรือไม่ แต่ยังยืนยันว่าขณะที่ดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบในการพิจารณาคำสั่งโยกย้ายดังกล่าวแล้วและผ่านขั้นตอนของรองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่ดูแลอยู่

             “ ผมเป็นคนในกระบวนการยุติธรรมและเคยเป็นอัยการเรื่องนี้ผมก็เคารพคำพิพากษา ” นายชาญเชาว์ ระบุ                        ด้านนายธาริต อดีตอธิบดี ดีเอสไอ กล่าวสั้นๆว่า จะต้องปรึกษากับอัยการที่ว่าความในคดีนี้ว่าจะยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่

             ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างนั่งฟังคำพิพากษาบางช่วง นายธาริต ได้ถอนหายใจและหลับตาด้วย ขณะที่นายธาริต มีสีหน้าเรียบเฉยทั้งขณะที่เดินทางมาและเดินทางกลับ.