
5 ข้อต้องทำ การบ้านของ "คลอปป์"
"เจอร์เกน คลอปป์" กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในกับทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในช่วงท้ายฤดูกาล หากหวังจะนำทีมไปสู่ความสำเร็จ เพราะการบ้านยังมีให้ทำอีกเพียบ
ช่วงต้นฤดูกาล 2016-17 ชื่อของ เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ดูจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในการนำ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กลับมาเล่นด้วยสไตล์ที่น่าตื่นเต้น อย่างไรก็ตาม จากตำแหน่งรองจ่าฝูงเมื่อจบปีที่แล้ว ใครจะคาดคิดว่าเมื่อขึ้นปี 2017 ผลงานของลิเวอร์พูล กับ คลอปป์ จะกลายเป็นหนังคนละม้วน
หลังจบเกมที่คิงเพาเวอร์ ซึ่ง ลิเวอร์พูล บุกไปแพ้ เลสเตอร์ ซิตี 1-3 นอกจากนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากแล้ว สิ่งที่แฟนบอลอดสงสัยไม่ได้ก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล และผู้จัดการทีม ซึ่งเรื่องนี้ สื่อเมืองผู้ดี ออกมาวิเคราะห์ 5 ปัญหาที่กุนซือชาวเยอรมันต้องรีบแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้
1.ตำแหน่งของ ลูคัส เลวา
การเปลี่ยนตำแหน่งจากบทบาทมิดฟิลด์ตัวตัดเกมสู่ตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ดูจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องสำหรับกองกลางบราซิเลียน วัย 30 ปี ที่ขนาดตำแหน่งกองกลางที่ตัวเองถนัดยังไม่อาจเบียดตัวจริงได้ และคงไม่เหมาะสำหรับแผนระยะยาวที่จะฝากความหวังไว้กับนักเตะที่มีข่าวถูกปล่อยตัวออกจากทีมทุกครั้งที่ตลาดซื้อขายนักเตะเปิด
สื่ออังกฤษมองว่า คลอปป์ พลาดตั้งแต่ปล่อย มามาดู ซาโก เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอาชีพ ออกจากทีมไปให้ คริสตัล พาเลซ ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งกองหลังชาวฝรั่งเศส ประเดิมผลงานแรกด้วยการทำให้ทีมไม่เสียประตูพร้อมกับคว้า 3 แต้ม ด้วยการเฉือนชนะ มิดเดิลสโบรช์ 1-0 ขณะที่ผลงานนัดล่าสุดของลูคัส ในตำแหน่งเดียวกันไม่สมควรที่จะมีอะไรให้พูดถึง
เกมกับเลสเตอร์ ผลงานของ เจมี วาร์ดี หัวหอกคนเก่งของเดอะฟ็อกซ์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงปัญหาในเกมรับของ ลิเวอร์พูล กับ 2 ประตูที่เกิดขึ้น ซึ่งแทนที่ คลอปป์ จะเลือกใช้บริการของ รักนาร์ คลาวาน กองหลังที่เจ้าตัวเป็นคนดึงมาจาก บุนเดสลีกา แต่กลับไปเลือกกองกลางที่สูงเพียง 179 ซม. มาเล่นในตำแหน่งดังกล่าวแทน
ด้าน เจมี คาร์ราเกอร์ ให้ความความเห็นในตำแหน่งของลูคัส ว่า เขาไม่ควรจะเล่นในตำแหน่งนี้ เขาหลุดตำแหน่งบ่อยครั้งและไม่มีสิ่งที่กองหลังทุกคนควรมี
2. การจบสกอร์
หากนับคะแนนเฉพาะในปีนี้ ลิเวอร์พูล จะอยู่ในอันดับ 15 ทั้งที่โอกาสการเข้าทำมากสุดเป็นอันดับ 3 และยิงเข้ากรอบมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีก ขณะที่โอกาสสร้างสรรค์เกมพวกเขามีถึง 86 ครั้ง เป็นรองเพียง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ที่ทำได้มากกว่า 90 ครั้ง แต่ถูกจัดอยู่ในอันดับ 11 สำหรับทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในลีก เปลี่ยนโอกาสที่ได้ให้เป็นประตูคิดเป็น 11.69% สถิติดีกว่าแค่ทีมเล็กๆ อย่าง เบิร์นลีย์, ฮัลล์ ซิตี, คริสตัล พาเลซ, เลสเตอร์ และ มิดเดิลสโบรช์ เท่านั้น
ขณะเดียวกัน “หงส์แดง” สร้างโอกาสลุ้นประตูจากนอกกรอบเขตโทษเพียง 36% ซึ่งตัวเลขหลังสุดนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสร้างโอกาสเข้าทำได้ดี ต่อบอลทำเกมกันได้มากกว่า แต่สุดท้ายผลลัพธ์ในเรื่องการจบสกอร์กลับแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
3.ขาดแคลนศูนย์หน้า
ช่วงต้นฤดูกาล โรแบร์โต ฟีร์มิโน อกกสตาร์ทด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงแต่เข้าสู่ปฏิทินปี 2017 ดาวเตะบราซิลเลียน ยิงเข้ากรอบแค่ 5 ครั้ง จาก 540 นาทีที่ลงเล่น ส่วน ซาดิโอ มาเน ดาวยิงเซเนกัล ยังเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกที่ทีมจะขาดไม่ได้ แต่ลำพังเจ้าตัวเพียงคนเดียวก็ไม่อาจพยุงทีมได้ทั้งหมด ขณะที่ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ปัญหาสภาพร่างกายยังเป็นเครื่องหมายคำถาม เกมล่าสุด กับเลสเตอร์ ก็พลาดลงสนามด้วยอาการป่วย อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว สเตอร์ริดจ์ ก็ยังไม่สามารถเป็นตัวที่ฝากความหวังไว้ได้ สถิติเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูในซีซั่นนี้บันทึกไว้ที่ 8% น้อยกว่าผู้เล่นในทีมถึง 10 คน ยังไม่นับสไตล์การเล่นที่สร้างสรรค์โอกาสด้วยตัวเองซึ่งไม่เข้ากับระบบทีม ทำให้ดูเหมือนความจำเป็นของเขากับทีมนั้นมีน้อยเหลือเกิน
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ช่วงหลังแม้ ฟีร์มิโน ซึ่งไม่อยู่ในฟอร์มที่ดีแต่ก็มักได้โอกาสก่อนบ่อยครั้ง เพราะมองไปยังซุ้มม้านั่งสำรองก็ยังไม่มีใครที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ดิวอค โอริกี ที่ฤดูกาลนี้ได้ลงสนามไปแล้ว 22 นัดในลีก ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ในเรื่องประสบการณ์และความแน่นอน ส่วน สเตอร์ริดจ์ ไม่เจ็บก็เล่นไม่ออก ดูเหมือน คลอปป์ ต้องรอถึงตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์กลับมาเปิดอีกครั้งถึงจะสะสางปัญหาดังกล่าวได้
4. แผนสำรอง
ในปีนี้มีถึง 7 เกม ที่ลูกทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ ครองบอลได้มากกว่าคู่แข่ง แต่พวกเขาเก็บได้เพียง 7 คะแนน ขณะที่ 4 เกมที่เล่นนอกบ้านและเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า พวกเขาเก็บได้เพียงแต้มเดียวเท่านั้น โดยเกมกับเลสเตอร์ พวกเขาครองบอล 69% ผ่านบอล 621 ครั้ง แต่สุดท้ายแท็กติกของ เครก เชคสเปียร์ กุนซือขัดตาทัพ กลับตอบโจทย์ในการเก็บ 3 แต้มมากกว่า
เรื่องดังกล่าวจะไม่เป็นปัญเลยหากลิเวอร์พูล มีแผนบี หรือ แผนสำรอง ไม่แปลกที่ทุกทีมจะมีแผนการเล่นแต่ละแบบกับคู่ต่อสู้ที่แตกต่างกันออกไป แนวทางที่ดี อาจจะไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกเกม โดยเฉพาะเวลาต้องเจอทีมระดับล่างที่มาเน้นตั้งรับแล้วสวนกลับ จะเห็นได้ชัดว่า ลิเวอร์พูล จะทำได้เพียงครองบอลและจ่ายบอลกันไปมาเท่านั้น จนนำมาซึ่งสถิติครองบอลอันสวยหรูแต่ไร้ซึ่งประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้งานของคลอปป์ คือ ต้องหาแผนสำรองที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างให้ได้แม้ต้องใช้เวลาค้นหาอีกนานก็ตาม
5.ผู้รักษาประตู
กลายเป็นเรื่องที่พูดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำหรับปัญหาด่านสุดท้ายของทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ ปีนี้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่เสียประตูต่อเกมมากสุดเป็นลำดับ 5 โดย ซิมง มิโญเลต์ ถูกจัดให้เป็นนายทวารที่มีผลงานแย่ที่สุดเป็นลำดับ 3 โดยนับจากเปอร์เซ็นต์การเซฟของเจ้าตัว แม้เกมที่ผ่านมาจะไม่ได้ก่อความผิดพลาดใดๆ แต่ก็เช่นเดียวกับที่แทบไม่มีช็อตป้องกันสวยๆ ให้เห็น
แน่นอนเกมรับคือจุดอ่อนของลิเวอร์พูล และหากให้แยกย่อยเป็นรายบุคคล มิโญเลต์ คือคนที่ก่อความผิดพลาดมากที่สุด ขณะที่ ลอริส คาริอุส มือ 2 ก็ยังต้องใช้เวลาปรับตัว จึงไม่แปลกหากฤดูกาลหน้า เจอร์เกน คลอปป์ จะหาผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้มาเฝ้าหลังบ้านให้อุ่นใจไว้สักคนแม้ต้องออกแรงเหนื่อยในการทุ่มเงินซื้อก็อาจจำเป็นต้องทำ
ความพ่ายแพ้ต่อเลสเตอร์ ทำให้ลิเวอร์พูล มีสิทธิ์ชวดพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกสูงทีเดียว โดยตารางคะแนนล่าสุดพวกเขาอยู่อันดับ 5 จากการมี 49 คะแนน แม้ห่างจาก อาร์เซนอล อันดับ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่สุดท้ายเพียงคะแนนเดียว แต่ก็ลงแข่งมากกว่า 1 นัด แถมทีมที่ไล่หลังมาอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อันดับ 6 ก็ห่างจากพวกเขาเพียงแต้มเดียวและลงแข่งน้อยกว่า 1 นัด เช่นกัน
สำหรับเกมนัดต่อไป ลิเวอร์พูลจะเปิดสนามแอนฟิลด์รับการมาเยือนของอาร์เซนอล ในวันเสาร์ที่ 4 มี.ค.นี้ ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่รีบสะสางปัญหาเหล่านี้ ทั้งคลอปป์และลูกทีมอาจจะต้องเจอกับทางตันกับการทำงานในถิ่น “แอนฟิลด์”



