ข่าว

ทหาร-ตร.พร้อมรับมือม็อบแดงสุเทพบัญชาที่ทำเนียบ

ทหาร-ตร.พร้อมรับมือม็อบแดงสุเทพบัญชาที่ทำเนียบ

28 ส.ค. 2552

“สุเทพ” ควงทหาร-ตร. แจงประกาศใช้ พรบ.มั่นคงฯ ป้องปรามเสื้อแดงก่อจราจลกลางกรุง หลังพบการชุมนุมทุกครั้งนำไปสู่ความรุนแรง ยันไม่กระทบสิทธิประชาชน พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดให้สื่อเข้าทำข่าวได้ทุกวัน โฆษกกองทัพบกแจงปิดถนนรอบทำเนียบฯ 3 สายหล

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส) พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ร่วมกันแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

 นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องประกาศใช้พรบ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น รัฐบาลมีเหตุผลและความจำเป็น เพราะได้มีการปรากฎชัดว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายเหตุการณ์นำไปสู่ของความรุนแรง ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 -11 เม.ย.ที่พัทยา และเหตุการณ์ในกทม.ระหว่างวันที่ 12-14 เม.ย.จนทำให้เกิดความรุนแรงและนำไปสู่การก่อการจราจล

 "รัฐบาลนี้ จะป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ที่จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของการประกาศ พรบ.ความมั่นคงฯในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 30 ส.ค.ที่อาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้ตลอดเวลา เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงได้มีการประกาศจุดยืนในการปลุกระดมมวลชนว่า จะมีการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และลาออก รัฐบาลจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียนในเดือน ต.ค."

 นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลมีความกังวลใจอย่างยิ่ง ต่อความไม่สงบที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศ เพราะประเมินแล้วว่า การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงหลายครั้งก่อให้เกิดความรุนแรง ด้วยความจงใจไม่ว่าจะเป็นที่ จ.เชียงใหม่เกิดเหตุระเบิดปิงปอง ที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงการยกพลเพื่อไปประท้วงงานคอนเสริต์ของคนบางกลุ่มบางสี รัฐบาลจึงต้องหามาตรการรักษาความสงบของบ้านเมือง โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายเพราะกฎหมายตามปกติไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

 นายสุเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์จราจล และมีการปประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งสามารถรักษาความสงบได้ แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นกับประเทศ รัฐบาลจึงไม่อยากให้ภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ที่ประชุมกอ.รมน.จึงได้มีมติตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้น พร้อมทั้งออกมาตรการในการเข้ามาบริหารจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจและห้ามเข้าถนนในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไปบ้าง แต่จะเป็นการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ที่อยู่ระหว่างการเริ่มฟื้นตัว

 ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงงานด้วยความอดทน โดยหลังจากผ่านระยะเวลาการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.ถึงวันที่ 1 ก.ย. รัฐบาลจะมีการประเมิน และรายงานข้อเท็จจริงต่อครม.ได้รับทราบ ก่อนที่จะรายงานให้รัฐสภาต่อไป

 สำหรับแนวทางการปฏิบัติในการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ ในเขตดุสิต มีการใช้กฎหมายเข้ามาประกอบกว่า 13 ฉบับ อาทิ กฎหมายควบคุมยุทธภัณฑ์ กฎหมายอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด และกฎหมายเกี่ยวกับวัตถุอันตราย และกฎหมายด้านการจราจร รวมถึงการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดต่าง ๆ แต่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไปตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ หรือเกิดความเดือดร้อนกับประชาชนโดยทั่วไป

 มั้งนี้ เจตนาของการประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ และการตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปฏิบัติไปตามกฎหมาย และกรอบของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้ตระหนัก และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย ระมัดระวังไม่ให้มีการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรง และหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะยึดตามหลักสากล โดยจะยึดหลักความอดทน อดกลั้น และจะใช้มาตรการในการป้องปรามจากเบาไปหาหนัก เพื่อใหเกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด

 นายสุเทพ กล่าวว่า เขาในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย จะมาบัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวัน และอนุญาตให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้ามาถ่ายทอด และติดตามรายงานสถานการณ์ โดยจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นระยะ ๆ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้เห็นว่า รัฐบาลประกาศ พรบ.ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน

 เมื่อถามว่า ไม่เคยมีในประเทศไทย ที่ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงฯกลางเมืองหลวง รัฐบาลจะมีการสร้างความเข้าใจอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความตระหนกตกใจ และจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร หากมีการฟ้องร้องกันภายหลัง นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลเคารพสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่มีอะไรกระทบกระเทือน แต่อาจจะเกิดความรำคาญบ้าง

 ทัง้นี้ การประกาศพรบ.ดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการขนอาวุธและวัตถุระเบิด ไม่ให้เข้ามาก่อเหตุจราจลได้ รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อประเทศชาติ และประชาชนทุกประการ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนชนอย่างมาก รัฐบาลจึงป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายก่อนที่จะเข้ามาแก้ไขจึงต้องมีการประกาศ พรบ.ความมั่นคงฯ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดความรุนแรง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การกำหนดห้ามเส้นทาง 3 เส้นทาง ประกอบด้วยถนนนครปฐม ถนนลูกหลวง และเส้นทางคู่ขนานของถนนราชดำเนินนอกฝั่งติดรั้วทำเนียบรัฐบาล มีความชัดเจนอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า การชุมนุมหากทำโดยสงบ รัฐบาลก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าการชุมนุมที่มีการฝ่าฝืนหรือไปปิดกั้น ขัดขวาง การเข้าออกสถานที่ราชการ รัฐบาลก็จำเป็นต้องดำเนินการ เพราะหากมีการปิดถนนรอบทำเนียบ

 "เจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา มีการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ไม่ให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ไม่ให้พบแขกบ้านแขกเมืองเหล่านี้ ถือว่า ผิดกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องกำหนดเส้นทางโดยเฉพาะถนนรอบทำเนียบรัฐบาล เช่น ทางคู่ขนานของถนนราชดำเนินนอกฝั่งติดรั้วทำเนียบรัฐบาล และถนนโดยรอบทำเนียบรัฐบาลห้ามเข้ามาชุมนุม แต่หากเป็นถนนสายหลักที่เป็นช่องทางจราจรประชาชนสามารถเดินทางได้ตามปกติ"

 เมื่อถามถึงความเป็นเอกภาพในการบริหาร ตาม พรบ.ความมั่นคงฯ ระหว่างฝ่ายบริหาร ตำรวจ และกองทัพ จะเหมือนช่วงสงกรานต์หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า วันนี้ เห็นชัดเจนแล้วว่า ทั้งตำรวจ และกองทัพ ได้มาร่วมกันแถลง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เรามีประสิทธิภาพในการทำงาน พวกเราตระหนักในภาระ หน้าที่ของทุกฝ่าย ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ บ้านเมือง เพื่อไม่ให้ชาติขาดทุนไปมากกว่านี้

โฆษกทบ.แจงปิดถนนรอบทำเนียบ3สายหลักพร้อมสนธิกำลังดูแล

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับกองกำลังในการรักษาความสงบเรียบร้อย จะเป็นการบูรณาการกำลังพลเรือน ตำรวจ และทหาร โดยมีกำลังในการปฏิบัติงาน 37 กองร้อย โดยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ จะมีเพียงโล่ กระบอง และอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนเท่านั้น ไม่พกพาอาวุธอื่นใดเพิ่มเติม

 ทั้งนี้ แนวทางการป้องกัน จะมีการตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ และสายตรวจ ้องกันการพกพาอาวุธ ป้องกันการเผชิญหน้าของกลุ่มมวลชน พร้อมเข้าระงับยับยั้งทุกรูปแบบ ในการตครวจค้น เก็บกู้ วัตถุระเบิด นอกจากนี้ ได้ประกาศกำหนดห้ามใช้เส้นทาง 3 เส้นทางได้แก่ ถนนนครปฐม (แยกเทวกรรม-สะพานชมัยมรุเชฐ) ถนนลูกหลวง (แยกเทวกรรม-จุดตัดกับถนนราชดำเนินนอก) และเส้นทางคู่ขนานของถนนราชดำเนินนอก ฝั่งติดรั้วทำเนียบรัฐบาล เพื่อสงวนเส้นทางดังกล่าวไว้ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าปฏิบัติงานในทำเนียบรัฐบาลได้

 "หากกลุ่มผู้ชุมนุม มีการยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงและสร้างวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง มีความผิดตามกฎหมาย มาตรา 18 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"

ตร.ตั้งจุดตรวจวัตถุระเบิด19จุดรอบทำเนียบและ168จุดรอบนอก

 พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการควบคุมสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตั้งจุดตรวจ 2 พื้นที่หลัก คือ พื้นที่วงในรอบทำเนียบรัฐบาล 19 จุด และพื้นที่รอบนอก 168 จุด โดยจะให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หลัก มาตรการในการตรวจสอบโดยการสังเกต แม้จะไม่สามารถตรวจรถได้ทุกคัน แต่จากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานเชื่อว่า จะสามารถป้องปรามไม่ให้มีการขนอาวุธเข้ามาให้น้อยที่สุด

 ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง อยู่ในระหว่างการประกันตัวเหตุการณ์ก่อการจราจล เมื่อกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และมาเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ จะมีการดำเนินการถอนประกันได้หรือไม่ พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า ทางตำรวจก็จะต้องเฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมของแกนนำ หากมาชุมนุมปกติธรรมดา ไม่มีการยั่วยุหรือปลุกปั่น ก็ไม่เข้าข่ายที่จะถอนประกัน แต่หากมีการปราศรัยบนเวทีให้มีการยั่วยุ หรือเข้าไปปิดล้อมสถานที่ราชการจนเกิดความุรนแรง ดุลพินิจส่วนตัวเห็นว่า สามารรถที่จะถอนประกันได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการคณะกรรมการพิจารณา ประกอบกับการบันทึกเทปและภาพการปราศรัยของแกนนำตลอดเวลาก่อนที่จะส่งให้อัยการเป็นผู้พิจารณา

 เมื่อถามว่า ขั้นตอนการถอนประกันจะช้าไปหรือไม่ กว่าอัยการจะพิจารณา ระหว่างที่แกนนำประกาศให้มีการบุกสถานที่ราชการแล้ว พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องสังเกตการณ์ และเฝ้าติดตามสถานการณ์ หากมีการปลุกระดมมวลชนให้เกิดความรุนแรง หรือบุกสถานที่ราชการ ก็พร้อมที่จะพิจารณาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะส่งเรื่องให้อัยการพิจารณา และจับตัวในภายหลัง

 สำหรับจุดตรวจสังเกตการณ์ และเฝ้าระวังพื้นที่การชุมนุมบริเวณพื้นที่ทำเนียบ และพื้นที่โดยรอบ อาทิเช่น แยกอุภัย ถนนราชวิถีตัดกับถนนสวรรคโลก แยกราชวิถี แยกจุดโค้ง ปตท.ถนนอู่ทองใน ตรงสนามเสือป่า แยกวัดเบญจบพิตร ตรงจุดแยกระหว่างถนนศรีอยุธยากับพระราม 5 แยกสวนมิกสักวัน แยกอู่ทองนอก

 แยกถนนสามเสน ท่าวาสุกรี แยกสี่เสาเทเวศน์ แยกพล. 1 ถนนศรีอยุธยาตัดกับถนนราชสีมา แยกวังแดง ช่วงถนนพิษณุโลกตัดกับถนนราชสีมา แยกประชาเกษม ตรงถนนกรุงเกษม ตัดกับถนนราชสีมา แยกมัฆวาน แยกถนนลูกหลวง แยกอรทัย ด้านหลังทำเนียบรัฐบาล แยกเทวกรรม ช่วงถนนตลาดนางเลิ้ง แยกนางเลิ้ง ตรงสนามม้านางเลิ้ง แยกเสาวนีย์ จุดตัดตรงถนนสวรรคโลกและถนนศรีอยุธยา และทำเนียบรัฐบาล เป็นต้น

ชวรัตน์ขอเสื้อแดงให้รัฐบาลทำงานบ้างเชื่อชุมนุมไม่มาก

 นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมการรับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ( นปช.) ในวันที่ 30 ส.ค. ซึ่งมีบางกระแสวิเคราะห์ว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ว่า เท่าที่ตนประเมิน หวังว่าไม่มีอะไร แต่ก็หวังว่าคนเสื้อแดงจะให้โอกาสรัฐบาลทำงาน เพราะที่ผ่านมา เมื่อย้อนกลับไป รัฐบาลไม่ค่อยมีเวลาทำงาน เพราะต้องมาจัดการกับม็อบ กับพวกเดินขบวน ประชาชนก็เดือดร้อน

 เมื่อถามว่า ได้รับรายงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างไร นายชวรัตน์กล่าวว่า ได้รับรายงานว่ามีประมาณ 2,000-3,000 คน คาดว่าจะมาร่วมชุมนุมคงไม่มาก ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประเมินไว้ก็แค่หลักหมื่นคน อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยมีวอร์รูมติดตามเรื่องนี้ ซึ่งตนก็ได้โทรศัพท์ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่