ส่งลูกเรียบจบปริญญาด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง ร.9
พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศของประเทศไทย ต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้
วันที่ 1 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการแสดงความอาลัยและกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดำเนินมาเป็นวันที่ 119 ตลอดทั้งวัน มีพสกนิกรทุกหมู่เหล่าจากทั่วสารทิศของประเทศไทย อาทิ จังหวัดนครราชสีมา เพชรบูรณ์ สิงห์บุรี นนทบุรี น่าน เชียงใหม่ ยะลา ชุมพร ฯลฯ เดินทางมารอต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ อย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดจรดเย็น
นางสมสวาท อินทรสิทธิ์
นางสมสวาท อินทรสิทธิ์ อายุ 85 ปี ชาวจังหวัดสกลนคร พร้อมกับลูกสาวลูกชายและลูกสะใภ้รวม 5 คน กล่าวภายหลังที่ได้สักการะพระบรมศพว่า รู้สึกตื้นตันใจปลาบปลื้มอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ผ่านมาในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ แก่ชาวจังหวัดสกลนครเป็นอย่างมาก ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้ชาวนาชาวไร่มีน้ำใช้ในการเกษตร จากผืนดินแห้งแล้งแต่ด้วยโครงการในพระราชดำริฯ หลายโครงการของพระองค์จึงทำให้เกษตรกรทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"สมัยก่อนในหลวงรัชกาที่ 9 และพระราชินี ได้เสด็จฯไปแปรพระราชฐานที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร เราก็มีโอกาสได้รับเสด็จฯ ทั้ง 2 พระองค์ ได้เห็นพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ทรงทักทายราษฎรอย่างไม่ได้ถือพระองค์ ตอนนั้นจังหวัดสกลนครแห้งแล้งหนักมากไม่มีน้ำใช้ในการเกษตร ผืนดินแห้งผาก พระองค์ท่านก็ได้พระราชทานแนวคิดให้สร้างฝายน้ำพุงขึ้นมาเพื่อกักเก็บน้ำไว้ในในฤดูทำนา จึงทำให้ประชาชนที่อยู่เหนือและใต้ฝายน้ำพุงมีน้ำใช้ในการทำนาทำไร่ มีเงินพอเลี้ยงครอบครัว อย่างตัวเองก็เพราะได้อาศัยน้ำจากฝายน้ำพุง จึงทำนาได้ผลกำไรงอกงามสามารถส่งลูกทั้ง 7 คนจนเรียบจบปริญญามีงานมีการทำที่ดีกันทุกคน และทุกวันนี้ถึงแม้ลูกหลานจะมีงานทำกันหมดแล้ว แต่ยายก็ยังทำนา และปลูกผัก เลี้ยงปลา ไว้กินเอง และอีกส่วนหนึ่งก็เอาไปขาย ที่ตลาด อันเป็นการสานต่อหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง"คุณยายวัย 85 ปีกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ด้าน น.ส.ชุตินุช แสงฤทธิ์ อายุ 46 ปี ชาว จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ตัวเองย้ายมาอาศัยอยู่ที่ กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว วันนี้นั่งรถโดยสารออกจากบ้านมากับหลาน เพื่อมากราบสักการะพระบรมศพ โดยมาเป็นครั้งแรกและใช้เวลาต่อแถวรอประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า จึงได้เข้า แม้อากาศจะร้อนก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เพราะตั้งใจมาแล้ว ตอนที่ได้เข้าไปก็รู้สึกเศร้าและอยากร้องไห้ อยากให้ในหลวงรัชกาลที 9 มีพระชนม์ชีพยืนนานกว่านี้ เพื่ออยู่เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ช่วงแรกที่พระองค์เสด็จสวรรคต เวลาที่ดูสารคดีหรือข่าวเกี่ยวกับพระองค์ก็จะร้องไห้ทุกครั้ง แม้จะไม่เคยรับเสด็จ แต่ก็ติดตามข่าวพระราชกรณียกิจของพระองค์จากทางโทรทัศน์ตลอด พระองค์ทรงงานหนักมาก และเสด็จพระราชดำเนินไปช่วยเหลือประชาชนทุกที่ บางแห่งก็เป็นถิ่นทุรกันดาร ซึ่งความจริงพระองค์ไม่ต้องทรงงานหนักขนาดนี้ก็ได้ เพราะทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ แต่เพราะพระองค์ทรงทำด้วยความรักประชาชน
"เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2559 ตัวเองและหลานได้มารอรับเสด็จขบวนอัญเชิญพระบรมศพอยู่บริเวณแยกคอกวัว เนื่องจากคนเยอะมาก ทำให้เข้าไม่ถึงบริเวณพระบรมมหาราชวัง บรรยากาศตอนนั้นทุกคนโศกเศร้ากันมาก ตัวเองก็ร้องไห้ตลอด พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทยเป็นล้นพ้น และทรงพระราชทานคำสอนต่างๆ มากมาย ส่วนตัวได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต โดนประหยัด อดออม ใช้จ่ายเท่าที่มี ก็ทำให้ชีวิตมีความสุข ตอนที่เข้าไปกราบสักการะพระบรมศพ ตนได้อธิษฐานขอให้บ้านเมืองสงบสุข ให้คนไทยรักกัร และบอกพระองค์ว่า ลูกๆ จะเดินตามรอยพระยุคลบาท" น.ส.ชุตินุช กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.หลังปิดการขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.40 น.ว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 25,658 คน รวม 118 วันมี 4,841,459 คน และประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 2,732,177.25 บาท รวม 118 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 409,243,912.84 บาท



