
ตุลาการศาลรธน.รุมยำทุจริตชุมชนพอเพียง
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฉีกหน้า ปชป. รุมยำทุจริตชุมชนพอเพียง เข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย ใช้เงื่อนไขทางการเมืองเอื้อประโยชน์กลุ่มบุคคล อัดเป็นการล้างผลาญประเทศชาติ ขณะที่สภาพัฒน์แฉต่างชาติเตรียมโดดร่วมวงทุจริตเชิงนโยบาย"แฉ"วงการตำรวจคอรัปชั่นมากที่สุด
(28 ส.ค.) ที่สโมสรทหารบก สถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสัญญา ธรรมศักดิ์ จัดอภิปราย“ทุจริตคอรัปชั่นหมดไป สังคมไทยได้อะไรคืนมา”โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า การทุจริตที่สังคมไทยเผชิญอยู่ขณะนี้คือ การทุจริตเชิงนโยบายหรือผลประโยชน์ทับซ้อนคือ เป็นการคอรัปชั่นที่บางครั้งถูกกฎหมาย แต่ผิดหลักประโยชน์ของสาธารณะ หลักจริยธรรม ใช้เงื่อนไขทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคลเช่น กรณีเครื่องกดน้ำที่มีการยัดเยียดให้ชุมชน ทั้งที่ชุมชนไม่มีความต้องการ แล้วไปบังคับให้ชาวบ้านเซ็นรับ เป็นการโกงทางนโยบาย บางเครื่องยังเอากุญแจล็อคไว้ เปิดใช้ไม่ได้ นี่คือการคอรัปชั่นที่ผิดกฎหมายและจริยธรรมในระยะเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ป.ป.ช.พร้อมสอบโครงการชุมชนพอเพียง เพราะขณะนี้ก็มีคนมาร้องเรียนป.ป.ช.แล้ว ขณะเดียวกันยังพบว่า นักการเมืองเริ่มล้วงลูกข้าราชการไปจนถึงระดับ ซี 3 - 4 แล้ว ไม่ได้ล้วงเฉพาะหัวเหมือนในอดีต ซึ่งป.ป.ช.กำลังออกกฎหมายใหม่ว่า หากข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือกับการทุจริต และนำข้อมูลการทุจริตมาให้ จะไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการคนดังกล่าวออกจากตำแหน่งได้ และจะถูกกันไว้เป็นพยาน หากสามารถปราบการทุจริตได้สำเร็จ ข้าราชการก็จะได้รับรางวัลเป็นการปูนบำเหน็จด้วย
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง เพราะมีการนำเงินจำนวนมากลงไป แต่ไม่มีการตรวจสอบ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ก็ได้ประโยชน์ทุกคน ทั้งคณะกรรมการและชาวบ้าน นโยบายและกฎหมายก็ทำถูกต้อง การบริหารจัดการลงตัวหมด แต่มีผู้เสียประโยชน์คือประเทศชาติที่ถูกล้างผลาญ ดังนั้นป.ป.ช.ควรเข้าไปเป็นหัวขบวนตรวจสอบ
นายอุทิศ ขาวเธียร รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)กล่าวว่า ในอนาคตการทุจริตเชิงนโยบายจะขยายตัว นอกจากจะเป็นความร่วมมือของนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจแล้ว ยังมีกลุ่มธุรกิจข้ามชาติมาร่วมเป็นผู้เล่นด้วย เนื่องจากมีผลประโยชน์ต้องกัน โดยการทุจริตเชิงนโยบายในอนาคตจะเป็นโครงการใหญ่ขึ้น ไม่มีโครงการกระจอกอีกแล้ว เพราะเสียเวลา ไม่คุ้มค่า หากเป็นโครงการขนาดเล็กก็จะรวมเป็นแพ็คเกจให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้งบมากขึ้น โดยอ้างความจำเป็นเฉพาะหน้า และการแก้ปัญหาให้คนยากจน จะจูงใจชาวบ้านด้วยผลประโยชน์ส่วนเสี้ยว การทุจริตในอนาคตจะเป็นแบบไฮบริด เป็นพันธุ์ผสมและมีการดื้อยา หากไม่เตรียมตัวตั้งแต่ต้น ป.ป.ช.ก็จะกลายเป็นตัวตลก
นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจ เมื่อเดือน มี.ค. 2552 ส่วนใหญ่กว่า 50% บอกว่า การคอรัปชั่นของไทยอยู่ในระดับเท่าเดิม โดยคิดว่า เป็นทุนในการประกอบธุรกิจ เพราะถ้าไม่จ่ายงานก็ไม่เดิน และพบว่านักธุรกิจมีการจ่ายเงินให้นักการเมืองเฉลี่ยตกปีละ 3 แสนบาท คิดเป็นค่าใช้จ่าย 1-2% ของรายรับ
ขณะที่ 5 หน่วยงานที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดเรียงตามลำดับได้แก่ ตำรวจ นักการเมือง กรมศุลกากร องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และกรมที่ดิน นอกจากนี้ยังพบว่า ในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นยุคที่ข้าราชการมีประสิทธิภาพการทำงานดีที่สุด แต่ก็มีการคอรัปชั่นสูงที่สุดด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ผลที่ประเทศจะได้รับสามารถขจัดการคอรัปชั่นให้หมดสิ้นไปได้คือ จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 30,000- 120,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงหยุดการรัฐประหารได้ เพราะทุกครั้งที่เกิดการรัฐประหารมักอ้างว่า เป็นผลมาจากการทุจริตคอรัปชั่น



