ข่าว

ร้อง ป.แบงก์ไม่เคลียร์ยึดเงินฝาก 506 ล้าน

ร้อง ป.แบงก์ไม่เคลียร์ยึดเงินฝาก 506 ล้าน

27 ก.พ. 2560

ลูกค้าธนาคารพร้อมทนายความร้องกองปราบฯ แบงก์อ้างทำธุรกรรมจนเป็นหนี้ ยึด 4 บัญชีเงินฝาก 506 ล้านไว้ 

 
               27 ก.พ. 60  เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)  นายภิญโญ ภิญโญชีพ อายุ 73 ปี พร้อมด้วย นางทิวา พิทท์ อายุ 38 ปี ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.วิทวัส สายอ๋อง สารวัตร (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคล 13 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่ง และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 4 ผู้ใดเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต ยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย และมาตรา 11 ผู้ใดเป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โดยนำเอกสารที่เกี่ยวข้องหลายรายการมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี

               นายภิญโญ กล่าวว่า ตนเป็นสามีของนางนันทา คุ้มบาง ผู้จัดการมรดกของนายสง่า คุ้มบาง บิดาซึ่งเป็นเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ปทุมธานี แต่เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายสง่าพ่อตาของตนเคยฝากเงินไว้กับธนาคารแห่งหนึ่ง มีทั้งบัญชีฝากประจำและบัญชีออมทรัพย์ รวม 4 บัญชี มียอดเงินรวม 506 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับค้ำประกันการทำธุรกรรมกับรัฐบาล นับตั้งแต่ปี 2525 กระทั่งเมื่อปี 2533 นายสง่าเสียชีวิตลง ทางครอบครัวได้พยายามติดต่อกับธนาคารดังกล่าว เพื่อทวงถามเรื่องเงินจำนวนดังกล่าวในบัญชีทั้ง 4 เล่ม แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยง และไม่เคยได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน มีเพียงการทำหนังสือแจ้งมาว่า นายสง่าเคยถอนเงินออกไปหมด และอีกครั้งได้แจ้งกลับมาว่า นายสง่าเคยนำโฉนดที่ดินมาแลกกับบัญชีธนาคารไปแล้ว แต่ฝ่ายตนตรวจสอบแล้วไม่พบการทำธุรกรรมในโฉนดที่ดินแต่อย่างใด

               นายภิญโญ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้เข้าร้องเรียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมถึงร้องเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้มีการตรวจสอบและเร่งรัดกรณีที่เกิดขึ้นกับตน จนกระทั่งทางธนาคารดังกล่าวได้ทำหนังสือชี้แจงว่า นายสง่าทำธุรกรรมกับทางธนาคารจนเป็นหนี้ จึงต้องยึดบัญชีดังกล่าวไว้ โดยขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ สิ้นสุดลงในชั้นศาลแล้ว แต่ทางครอบครัวพบว่าเป็นคนละประเด็นที่ได้ร้องขอความเป็นธรรม

               นายภิญโญ กล่าวอีกว่า เรื่องราวต่างๆ จะได้ข้อยุติหากว่าทางธนาคารนำหลักฐานทั้งหมดเหมือนกับที่ตนมีอยู่มายืนยันกันให้ชัดเจน แต่ที่ผ่านมาทางธนาคารรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วิธีทำหนังสือชี้แจงมา ซึ่งหลังจากตนได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ จึงปรึกษาทนายความก่อนเข้าแจ้งความที่ บก.ป. ในครั้งนี้