
อภิสิทธิ์เป็นปธ.สัมมนาการถือครองที่ดินแบบโฉนดชุมชน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การกระจายการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน” ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล โดยมีตัวแทนภาคประชาชน ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนกว่า 200 คนเข้าร่วม
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานในนามของคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิบัติตามนโยบายการกระจายถือครองที่ดิน ในคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยว่า การสัมมนาวันนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลซึ่งแถลงไว้ต่อรัฐสภา ในช่วงที่รัฐบาลได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ข้อที่ 4.2.1.8 ซึ่งระบุว่า “คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้น ฐานด้านชลประทาน เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินในที่ดินของ รัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปโฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน”
ทั้งนี้ จากแนวทางนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา สอดคล้องกับการเรียกร้องของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และมีการจัดตั้งอนุกรรมการ ทั้งนี้ การดำเนินการกรณีเรื่องโฉนดชุมชนได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากส่วนราชการ หลายฝ่าย และขณะนี้การร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมีความคืบหน้าไปแล้ว การจัดสัมมนาวันนี้ เป็นการเติมเต็มในส่วนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและรับ ฟังแนวทางนโยบายจากหลายภาคส่วน ซึ่งเข้ามาร่วมสัมมนาในวันนี้ เพื่อดำเนินการให้โฉนดชุมชนนั้นสัมฤทธิผลโดยเร็ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินทำกินของประชาชน เป็นปัญหาที่มีความสำคัญมากในแง่ของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะเป็นปัญหาที่มีผลผูกพันเกี่ยวข้องกับปัญหาและโอกาสของประเทศชาติ ใน 3 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ 1.ปัญหาความยากจน ที่ประชาชนยังไร้ที่ทำกิน ไร้ที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนซึ่งเข้าไปครอบครอง ที่ดิน
2.เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม หากการกระจายการถือครองที่ดินไม่เป็นธรรม หรือมีคนซึ่งไม่สามารถที่จะใช้สิ่งเหล่านี้ไปเพื่อสร้างโอกาสในการหารายได้ หรือเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่มีอยู่ในสังคม จะถูกตอกย้ำมากขึ้นหรือขยายตัวออกไป
3.เกี่ยวข้องกับเรื่องความยั่งยืนของการพัฒนา ถ้าการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ทำกินไม่สอดคล้องกับแนวทางของการอนุรักษ์ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของป่าไม้ที่นับวันจะลดลง ปัญหาที่ตามมาในเรื่องของความผันผวน ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ปัญหาโลกร้อน ก็จะเป็นปัญหาซึ่งกลับมาทำลายการพัฒนาของทุกประเทศทั่วโลก เพราะฉะนั้น การจัดการในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญต่อการเป็นแนวทางในการที่จะวางรากฐานของ การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการจัดสรรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องที่ทำกินส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกษตรกรมีความต้องการ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องของอนาคต ของภาคการเกษตร ซึ่งรัฐบาลมองว่า อนาคตข้างหน้าเศรษฐกิจไทยต้องหวนกลับมาอาศัยความเข้มแข็ง ที่เราควรจะมีโดยพื้นฐานในด้านการเกษตร ทั้งในแง่ของการผลิตอาหารและพลังงานทดแทน รัฐบาลจึงกำหนดเป็นนโยบายสำคัญอย่างชัดเจนในการที่จะต้องแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของการถือครองที่ดินเท่านั้น ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ที่สุดคือการแก้ปัญหาที่ทำกินในอดีต รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ยังจำกัดตัวเองอยู่ในเรื่องของการที่จะต้องออกเอกสารสิทธิ์ให้กับบุคคล ที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเปลี่ยนมือ สุดท้ายที่ดินกลับไปตกอยู่ในมือของนายทุน
เพราะฉะนั้น แนวคิดเรื่องโฉนดชุมชนที่รัฐบาลชุดนี้ผลักดัน จะเป็นแนวทางที่สามารถทำให้รัฐบาลมีความคล่องตัวในการเข้าไปแก้ปัญหาที่ทำ กินในหลายพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น และน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่มีความยั่งยืน ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.รูปแบบของโฉนดชุมชน จะทำให้มีกลไกในการที่จะติดตามดูแลว่าที่ทำกินดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามวัตถุ ประสงค์ที่ได้มีการแก้ไขปัญหา คือ เรื่องของที่อยู่อาศัยหรือการเกษตร
และ 2.การทำนโยบายโฉนดชุมชนให้ประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชนอย่างแท้จริงในการที่จะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ไข ปัญหาไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่หมายถึงการดึงกลไกของภาคประชาชนด้วยกันเองให้สามารถเข้ามีส่วนร่วม
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ประชาชนที่รวมตัวกัน และความเข้มแข็งของชุมชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในแง่ของความสำเร็จ ของนโยบายทางด้านนี้ แต่ทั้งนี้ยังมีอุปสรรคข้อจำกัดในแง่ของกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้องพยายามเร่งคลี่คลายปัญหา ซึ่งในช่วงที่เปลี่ยนผ่านนี้ รูปแบบของการแก้ไขปัญหาคือ การนำเอาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินการในเรื่องโฉนดชุมชนมาใช้ ซึ่งในการสัมมนาวันนี้ จะได้มีการแลกเปลี่ยนระดมความคิดเห็น เพื่อจะนำระเบียบนี้เสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีต่อไป
อย่างไรก็ตาม จะเร่งรัดให้เสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาที่ถือว่า เป็นปัญหาที่สะสมค้างคากันมาเป็นเวลานาน และเมื่อรัฐบาลเดินหน้าทำเรื่องนี้ สามารถขยายผลในการทำงานกับเครือข่ายของประชาชนได้ทั่วประเทศ รวมทั้งมีการนำเอาเทคโนโลยีในเรื่องสารสนเทศมาใช้ในการจำแนก และดูสภาพความเป็นจริงของที่ดินต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และมีความยั่งยืนต่อไป



