ข่าว

ม.44 กับ ผังเมือง

ม.44 กับ ผังเมือง

27 ก.พ. 2560

“คำสั่ง คสช. มาตรา 44…อำนาจที่ศาลไม่(อาจ)ตรวจสอบ : กรณีศึกษาคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองฯ” วงเสวนาฯ

 

            26 ก.พ.60 - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาคประชาชน นักวิชาการ จัดเสวนาสาธารณะ “คำสั่ง คสช. มาตรา 44...อำนาจที่ศาลไม่ (อาจ) ตรวจสอบ : กรณีศึกษาคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองฯ” มีประชาชน นักศึกษาให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟัง ที่ห้องประชุมจิ๊ด เศรษฐบุตร หรือ LT.1 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์

            ไพโรจน์ พลเพชร ประธานมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวเปิดงานชี้แจงวัตถุประสงค์ตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 4/2559 เกี่ยวกับการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับประกอบกิจการบางประเภท ได้มีเงื่อนไขเหนือรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวถือเป็นที่สุดของกฎหมายที่อยู่เหนือกว่ากฎกระทรวง พ.ศ.2548 ที่เคยระบุในกฎหมายผังเมือง ที่ให้การดำเนินงานโครงการใดๆต้องให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือต้องให้มีการทำ EIA รวมถึงผลกระทบด้าน ESIA ที่เป็นการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม ถือเป็นกระบวนการที่ถูกนำไปใช้ในการทำนายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างหรือการทำกิจกรรมของโครงการ การสร้างโรงงานใหม่ ที่ต้องประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนทางด้านบวกและลบ เพื่อนำไปสู่การวางแผนตัดสินใจสำหรับการหาแนวทางป้องกันจำกัดในจัดการผลกระทบด้านลบภายใต้แนวทางการพัฒนา

            “คสช. ออกคำสั่งมาตรา 44 เป็นการยกเว้นให้เอกชนไม่ต้องไปดูแลผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แล้วยังส่งผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่เกี่ยวกับการให้สิทธิประชาชนได้มีส่วนร่วม ทำให้เกิดข้อสงสัยคำสั่งของ คสช. ที่มีขึ้น คำสั่งศาลจะเข้าไปตรวจสอบกรณีเช่นนี้ได้หรือไม่ ทางศาลปกครองสูงสุด บอกว่า ตรวจสอบไม่ได้ อยู่นอกขอบเขตของศาล สรุปคำสั่งของ คสช.จำนวน 126 คำสั่งที่มีขึ้นจะต้องทำอย่างไรในอนาคต คงต้องให้ใครเป็นผู้ออกมายกเว้น หรือยกเลิก อำนาจที่นำออกมาใช้ การมาแลกเปลี่ยนความเห็นจึงหวังว่า จะมีใครออกมาตรวจสอบยกเลิกได้แม้จะต้องใช้ระยะเวลามากน้อยเพียงไร” ประธานมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าว

            ต่อมาได้มีกิจกรรมจากตัวแทน 4 พื้นที่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงว่าด้วยผลกระทบจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ครั้งที่ 4/2559 โดยเป็นผู้แทนชุมชนที่ร่วมยื่นฟ้องคดี และตัวแทนคณะทำงานคดีในช่วงที่ผ่านมา

            

ม.44 กับ ผังเมือง

            ศรเดช คำแก้ว ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการต่างๆ ผุดขึ้นที่นครศรีธรรมราช และสงขลาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนิคมกำจัดกากอุตสาหกรรมหรือกำจักซากนิวเคลียร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ อ.ขนอม อ.สิชล เริ่มส่อแววระอุเป็นอย่างมากในเรื่องของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะนายทุนเริ่มออกไปกว้านซื้อที่ดิน ทั้งที่โครงการเหล่านี้ในอดีตกว่าจะดำเนินการได้ต้องใช้ระยะเวลากระบวนการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่มาตลอด หากจะจัดทำโครงการต้องใช้เวลาประมาณกว่า 10 ปี ถ้ายึดตามกฎหมายผังเมืองเดิมที่บังคับใช้อยู่ หลัง คสช.ประกาศใช้ มาตรา 44 การทำโครงการดังกล่าวใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้ชุมชนที่มีอยู่ถูกตัดขาดออกจากระบบการมีส่วนร่วมในทันที ในที่สุดจึงเกิดคำถามจากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่คำสั่งที่เกิดขึ้นจำสามารถนำมาใช้ได้ทุกกรณีทุกโครงการได้หรือไม่

            “ในนามคนใต้ ถ้าทุกคนยังคิดว่า ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ดินแดนอาหารทะเล วันนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดประตูให้ทุกโครงการเข้าสู่พื้นที่ ต้องมีโรงไฟฟ้า ทุกโครงการต่างๆ ที่กำลังเข้ามาเป็นสิ่งที่ต้องจับจอง พื้นที่วันนี้ไม่ใช่แค่สีม่วงหรือสีขาวพาดเขียวที่เคยกำหนดในผังเมืองรวม คำสั่งคสช. มาตรา 44 ยังมีอีกหลายอย่างกำลังเกิดขึ้น เนื่องจากทุนกับทรัพยากรของพื้นที่ เขาจึงต้องใช้มาตรา 44 มาดำเนินการ" ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ระบุ

            พงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการที่จะไปเกิดในพื้นที่บางสะพาน และบ่อนอก หินกรูด ตนเห็นว่ากฎหมายผังเมืองสร้างการมีส่วนร่วมให้ประชาชน แม้จะให้มีส่วนร่วมออกความคิดเห็นเพียง 5 นาที เนื่องจากโครงการเหล่านี้ทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กำหนดแผนแนวทางวางเอาไว้หมดแล้ว ในเรื่องการต่อสู้ทางกฎหมายตัวแทนกลุ่มได้เคยถกเถียงสามารถเอาชนะบนเวทีที่กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดขึ้นในการแสดงเหตุผลกับทางบอร์ด แต่ในที่สุดสิ่งที่เกิดขึ้นหลังคำสั่ง คสช. ทุกอย่างที่เคยมีก็ต้องจบลง เพียงเพราะไม่มีการเคารพในกฎหมายที่เคยมี แม้เราจะมีการติดป้ายรณรงค์คัดค้าน แต่บอร์ดที่มีอยู่ในปัจจุบันแม้จะมีข้าราชการระดับสูงในระดับปลัดกระทรวงบุคคลเหล่านี้ก็คงต้องฟังคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอยู่

            ทวีศักดิ์ อินกว่าง ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ปทุมธานี กล่าวว่า ตนเป็นผู้คัดค้านเคลื่อนไหวในการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะเชียงรากใหญ่ เนื่องจากเป็นพื้นที่สีเขียวมีเขตติดใกล้วัด โรงเรียน ชุมชน แล้วทราบมาว่า ที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ดินของผู้กว้างขวาง จ.สุพรรณบุรี ที่ได้มีการจัดซื้อเอาไว้ก่อนมีโครงการ เมื่อคำสั่งของ คสช. ประกาศออกมา สิ่งที่ได้ดำเนินการจึงไม่เป็นผล

            “ผมโดนฟ้องจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ในยุคนี้เขายังให้ผมเป็นผู้มีอิทธิพล การต่อสู้ก็เพื่อประชาชนชาวเชียงรากใหญ่ ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องชาวบ้านในชุมชนทุกคนต้องออกมาจับมือกันสู้กับมาตรา 44 แม้ศาลจะบอกว่าทำไม่ได้ เมื่อมาตรา 44 อยู่เหนือประชาชน ศาล ในวันนี้ มาตรา 44 ที่เห็นยังทำอะไรกับวัดพระธรรมกายยังไม่ได้ ทำได้เพียงการทำร้ายประชาชน ถ้าทำอะไรไม่ได้ ถ้ามีการสร้างสิ่งประชาชนไม่ต้องการขึ้นมา วันนี้ผมอยากเห็นกรรมตามทัน เมื่อไม่มีหน่วยงานใดสนใจผลกระทบแม้แต่รายเดียว ถ้าจะมีการสร้างขึ้นเมื่อไหร่ เราก็จะเผา” ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ปทุมธานี กล่าว

            ขณะที่ กัญจน์ ทัตติยกุล ตัวแทนภาคประชาชนพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ปัจจุบันจ.ฉะเชิงเทรามีโรงงานตั้งเต็มไปหมด ที่ผ่านมาในปี 2555 ชาวบ้านชุมชนให้ความสนใจเรื่องของผังเมืองมาก เมื่อผังเมืองที่มีได้รับการยกเว้นพื้นที่ จากคำสั่ง คสช.มีที่เดียวที่ชุมชนบ้านแผ้ว จ.สมุทรสาคร ต่อจากนี้ไปสิ่งที่ประชาชนจะทำได้คือการกระตุ้นชาวบ้านในพื้นที่ออกมาร่วมใจกันดูแลชุมชนของตัวเอง

       

ม.44 กับ ผังเมือง

            จากนั้นได้อภิปรายที่เป็นมุมมองความเห็นทางกฎหมายและข้อเสนอต่อกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 และคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาของศาลปกครองสูงสุด

            สุรชัย ตรงงาม ทนายความและเลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กล่าวว่า ตนเป็นทนายความว่าความมากว่า 20 ปี ในยุคที่มีกฎหมายพิเศษ มีความรู้สึกว่าตนเองไร้น้ำยาสิ้นดี เนื่องจากอำนาจรัฐใดๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและหลักนิติรัฐ รวมถึงกระบวนการทางประชาธิปไตย ในกรณีที่กลุ่ม ไปยื่นฟ้อง คสช. ต่อศาลปกครอง เป็นคดีหลายเลยดำที่ฟส.3/2559 จนในท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เนื่องจากการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ครั้งที่ 4/2559 ให้ยกเว้นผังเมืองรวมนั้น ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจของศาลปกครอง จากคำสั่งดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจตามมาตรา 44 เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

            อย่างไรก็ตามการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบ ตนเกรงว่าจะมีการตีความอำนาจอะไรก็ได้ที่มีความประหลาด หรือที่หลายคนชอบพูดว่า สั่งให้หมูเป็นควายก็ได้ หรือแม้แต่ปัจจุบันที่มีการไปเปรียบมาตรา 44 เหมือนยาสามัญประจำประเทศ ในที่สุดแม้รัฐธรรมนูญใหม่จะประกาศใช้ หรือมีการเลือกตั้งแล้ว คำสั่งคสช. ที่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็จะยังไม่หมดไป พูดง่ายๆ คนแพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง เว้นแต่คสช. จะออกมายกเลิกคำสั่งของตัวเองที่มีมาก่อนหน้านี้ หากต้องทยอยยกเลิกคิดว่า ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี จึงจะหมดไป